BookBurk

💡 แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

สรุปไอเดียที่สำคัญจากหนังสือ 500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1

500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1 หนังสือที่ทำให้เราเข้าใจความรักและความสัมพันธ์ของมนุษย์ ของนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการเข้าใจรากที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่า ความรัก ความผูกพัน และความเชื่อใจ

มนุษย์อย่างเราๆ มีต้นกำเนิดตั้งแต่ 2 แสนปีที่แล้ว หรือที่หลายคนรู้จักกันว่ามนุษย์โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens)

ตั้งแต่อดีตแสนยาวนานนี้ บรรพบุรุษของเรามีการเรียนรู้และวิวัฒนาการเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดมาตลอด และดึงเราออกจากวิถีชีวิตแบบสัตว์ป่ามาเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเช่นในโลกปัจจุบันนี้

นักปราชญ์โสกราตีส เคยบอกว่า “All thing have arete.” หรือทุกอย่างล้วนมี ความเป็นเลิศ

ความเป็นเลิศของนกคือการบิน ความเป็นเลิศของเก้าอี้คือการเป็นที่นั่ง และความเป็นเลิศของมนุษย์คือความสามารถในการคิด

ซึ่งหนึ่งในการคิดที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการอยู่รอดจวบจนทุกวันนี้นั่นคือ “ความสงสัย” หรือ ”การตั้งคำถาม”

ทำไมผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิง? ทำไมวัยรุ่นไม่เข้าใจผู้ใหญ่? ถ้าเราวิวัฒนาการมาคิดเหมือนกัน พฤติกรรมคล้ายกัน การอยู่ร่วมกันจะไม่ราบรื่นกว่านี้หรือ?

ความทะเยอทะยานของมนุษย์ เกิดจากการตั้งคำถาม และความอยากรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเนี่ยแหละ คือจุดแข็งของเผ่าพันธุ์มนุษย์โฮโม เซเปียนส์

แอดสรุปจากหนังสือได้ว่า ถ้าเราอยากเข้าใจพฤติกรรมหรือลักษณะความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะในมนุษย์ มี 3 ไอเดียที่สำคัญ ดังนี้

[1] Science การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม หรือยีนที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ รวมทั้งบรรพรุษหลายชั่วรุ่น หรือฮอร์โมนต่างๆ ที่หลั่งออกมา ช่วยให้เราเข้าใจลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้

ผู้ชายมักแสดงความจริงจังและขึงขังมากที่สุดเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศชายอยู่ในระดับสูงสุด ส่งผลให้สัญชาตญาณในการแข่งขัน การแย่งชิง และการพยายามดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในธรรมชาติของมนุษย์ ช่วงเวลานี้คือสนามแห่งการแข่งขัน ผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงพยายามขโมยซีน โชว์ความสามารถ หรือแสดงความเป็นผู้นำในแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากผู้หญิง

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าวเท่านั้น

ศาสตราจารย์จิม แด็บส์ และเดวิด โรว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาได้ศึกษาและพบว่า วัยรุ่นชายที่มีฐานะดี มีการศึกษา หรือมีทักษะเฉพาะทาง มักหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยตรง เพราะพวกเขามีช่องทางอื่นที่ทำให้ตนเองดูโดดเด่นในสังคมได้อยู่แล้ว

ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นชายขาดช่องทางในการแสดงความสามารถหรือไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก แรงขับทางชีวภาพนี้จะผลักดันให้พวกเขาเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่าในการสร้างตัวตน เช่น การแสดงความก้าวร้าว ความรุนแรง หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้ตัวเอง “ดูเท่” ในสายตาของผู้อื่น

[2] History ถึงหนังสือเล่มนนี้จะอยู่ในหมดวิทยาศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนการนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังอดีต และช่วยให้เราเข้าใจเหตุผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้

เผ่าพันธุ์มนุษย์เราใช้เวลากว่า 99.99% อาศัยในสิ่งแวดล้อมแบบยุคหิน ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ป่า และสัตว์ดุร้ายมาตลอด

ทำให้ร่างกาย ความคิด ทักษะของเราวิวัฒนาการเพื่อทำงานในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้

ถึงแม้ผู้ชายและผู้หญิงจะเป็นสปีชีส์เดียวกัน แต่เราก็แบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน

ผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกล่าสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต้องมีความกล้า ดังนั้นผู้ชายที่มีแนวโน้มจะชอบความเสี่ยงจึงถูกคัดเลือกมา

เป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันในบางเรื่องอย่างเช่น การลงทุนในมือใหม่ ผู้ชายมักจะมีความมั่นใจเกิดขึ้นเร็ว พอมั่นใจก็จะรีบ All in ชอบเสี่ยงสูงๆ แน่นอนพอมีความมั่นใจที่ล้ำหน้าความรู้ไปเยอะแล้ว ก็มักจบด้วยพอร์ตแตกหรือขาดทุนไปหนัก

แตกต่างจากผู้หญิงที่เริ่มศึกษาการลงทุนมักจะคอยระวังความเสี่ยงและไม่มั่นใจมากเท่าผู้ชาย (ผู้หญิงจึงมีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนในการลงทุนที่เหนือกว่าในช่วงเริ่มต้น)

เนื่องจากผู้หญิง เป็นฝ่ายที่ลงทุนในการสร้างสารสืบพันธุ์มากกว่า ทำให้จึงสร้างได้น้อยกว่า ระมัดระวังในการใช้มากกว่า เลือกมากกว่าว่าจะลงทุนไปกับอสุจิของใคร

“ฉันไม่ชอบลงทุนกับใครง่ายๆ อสุจิของใครอยากเจาะไข่ฉัน พิสูจน์ตัวเองก่อนว่าดีจริง!!!”

[3] Diversity หรือว่าความหลากหลาย สิ่งนี้สำหรับแอดแล้วคือเสน่ห์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ได้

บนโลกของเรามีสิ่งมีชีวิตมากมายกว่าหลายล้านชนิด และในหมู่สัตว์สังคม ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์เอง ก็มีความหลากหลายในเรื่องเพศที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงอวัยวะเพศ แต่ยังรวมถึง”เพศทางสมอง” หรืออัตลักษณ์ทางเพศภายในจิตใจอีกด้วย

ในวัฒนธรรมใดที่เปิดกว้างและยอมรับการมีอยู่ของเพศตรงกลาง หรือผู้ที่อยู่นอกเหนือจากกรอบเพศชายหญิงแบบดั้งเดิม คนในวัฒนธรรมนั้นก็จะกล้าแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

การที่เรามองเห็น เพศตรงกลาง หรืออัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมกำลังเสื่อมถอยในด้านศีลธรรมอย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่ในทางตรงกันข้าม มันคือภาพสะท้อนของสังคมที่เจริญแล้ว

เพราะสังคมที่เราควรมุ่งหวังจะเติบโตไปด้วยกัน คือสังคมที่ไม่ตัดสินกันจากรูปลักษณ์ภายนอก ศาสนา หรือรสนิยมทางเพศ แต่เป็นสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบที่พอใจ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสังคมที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง

Comments

Leave a comment