Jim Rohn นักธุรกิจชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า
“You are the average of the five people you spend most of your time with.”
แปลตรงๆ ได้ว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”
ถ้าคนรอบตัวเราเป็นคนขี้เกียจ ชอบเที่ยวปาร์ตี้ ไม่ใส่ใจสุขภาพ มีโอกาสสูงที่เราจะซึมซับนิสัยเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
แต่ในทางกลับกัน หากเราอยู่ท่ามกลางคนที่รักการพัฒนาตัวเอง ชอบออกกำลังกาย และใส่ใจการใช้ชีวิต เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย
มนุษย์ในฐานะ Homo Sapiens เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ผ่านการลอกเลียนแบบ เราซึมซับพฤติกรรมและความคิดจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมและประเพณีในสังคมมนุษย์
ผู้คนในสังคมเดียวกันจึงมักปรับพฤติกรรมและทัศนคติตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมักมีที่ปรึกษาหรือเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยมคอยผลักดันและชี้นำพวกเขาด้วยเช่นกัน
มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก มี สตีฟ จ็อบส์ ที่ช่วยแนะนำเรื่องการทำธุรกิจสตาร์ทอัพช่วงเริ่มแรก ก่อนที่จะได้แนวคิดและประสบการณ์สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Facebook ได้สำเร็จ
บิล เกตส์ ก็มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการชีวิตให้กับ
เช่นเดียวกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาตมา คานธี ในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคโดยใช้สันติวิธี
เห็นได้ชัดว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมีบุคคลต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิดและนิสัยที่พาไปสู่ความสำเร็จได้
แต่ถ้ารู้สึกว่า “ตัวเราไม่ได้รู้จักใครที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้นหรอก”
ตรงนี้เองที่ประโยชน์ของการอ่านหนังสือเข้ามามีบทบาทสำคัญ
หนังสือเป็นเสมือนตัวแทนของคำพูด แนวคิด ทัศนคติ คำแนะนำ และแม้แต่ประสบการณ์ของอีกคนหนึ่ง ที่ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบตัวหนังสือ พกพาได้สะดวก และพร้อมให้อ่านได้ตลอดเวลา
“A book is a gift you can open again and again.”
— Garrison Keillor
มีคนรวยที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองถึง 85% ส่วนอีก 15% รวยมาจากการรับมรดก
ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พูดเหมือนกันว่า พวกเขาอ่านหนังสืออย่างน้อย 2 เล่มต่อเดือน
ประโยชน์ที่แท้จริงของการอ่านหนังสือคือ เราสามารถเลือกใครก็ได้ที่ต้องการ เพิ่มเข้าในกลุ่มสังคมคนรอบตัวเรา ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อการเลือกคนที่เราอยากจะเป็น
มีหนังสือหลายเล่มที่เขียน โดยผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสาขาต่างๆ
ความคิด ทัศนคติ และคำพูดของพวกเขาต่างมีพร้อมอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจะเปิดอ่านมันไหม
หากเราอยากไปปฏิบัติธรรมร่วมกับคานธี พูดคุยเรื่องการเมืองกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง
หรือแม้แต่ขอคำแนะนำทางธุรกิจจากวอร์เรน บัฟเฟตต์
สิ่งที่เราต้องทำคือ ใช้เวลาและความตั้งใจไปกับการอ่านคำพูดของพวกเขา แล้วเราจะได้เห็นโลกและวิธีคิดของพวกเขาได้ผ่านตัวหนังสือ
“Reading is the gateway skill that make all other learning possible.”
— Barack Obama
คิดดูสิว่า เรากำลังได้เพิ่มเพื่อนใหม่ เข้ามาในกลุ่มเพื่อนของเรา
เพื่อนที่น่าจะอายุมากกว่า และฉลาดกว่า แถมยังประสบความสำเร็จมากกว่าอีกด้วย
และเมื่อเราทำแบบนั้นแล้ว เชื่อว่าเราจะเริ่มยอมรับทัศนคติและนิสัยบางอย่างของพวกเขา
เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทำในฐานะมนุษย์ เราต่างก็ลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน
ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้นเท่าใด เราก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายใดๆ ก็ตามที่อาจต้องพบเจอ
ไม่ว่าชีวิตจะพบเจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน แม้เราอาจสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป
แต่จำไว้ว่า ไม่มีใครพรากความรู้และความคิดไปจากเราได้
“It is not about the book,
It is about the Idea.”
เราไม่ได้เห็นหนังสือเป็นเพียงแค่หนังสือ แต่เห็นเป็นไอเดีย
และไอเดียเดียว อาจเปลี่ยนมุมมองชีวิตเราได้ไปตลอดกาล
ลองเริ่มหยิบหนังสือมาอ่านให้ได้ทุกๆวัน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ เริ่มต้นจากการอ่าน


Leave a comment