BookBurk

💡 แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

Category: หนังสือ

  • สรุปไอเดียที่สำคัญจากหนังสือ 500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1

    สรุปไอเดียที่สำคัญจากหนังสือ 500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1

    500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1 หนังสือที่ทำให้เราเข้าใจความรักและความสัมพันธ์ของมนุษย์ ของนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

    หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการเข้าใจรากที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่า ความรัก ความผูกพัน และความเชื่อใจ

    มนุษย์อย่างเราๆ มีต้นกำเนิดตั้งแต่ 2 แสนปีที่แล้ว หรือที่หลายคนรู้จักกันว่ามนุษย์โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens)

    ตั้งแต่อดีตแสนยาวนานนี้ บรรพบุรุษของเรามีการเรียนรู้และวิวัฒนาการเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดมาตลอด และดึงเราออกจากวิถีชีวิตแบบสัตว์ป่ามาเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเช่นในโลกปัจจุบันนี้

    นักปราชญ์โสกราตีส เคยบอกว่า “All thing have arete.” หรือทุกอย่างล้วนมี ความเป็นเลิศ

    ความเป็นเลิศของนกคือการบิน ความเป็นเลิศของเก้าอี้คือการเป็นที่นั่ง และความเป็นเลิศของมนุษย์คือความสามารถในการคิด

    ซึ่งหนึ่งในการคิดที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการอยู่รอดจวบจนทุกวันนี้นั่นคือ “ความสงสัย” หรือ ”การตั้งคำถาม”

    ทำไมผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิง? ทำไมวัยรุ่นไม่เข้าใจผู้ใหญ่? ถ้าเราวิวัฒนาการมาคิดเหมือนกัน พฤติกรรมคล้ายกัน การอยู่ร่วมกันจะไม่ราบรื่นกว่านี้หรือ?

    ความทะเยอทะยานของมนุษย์ เกิดจากการตั้งคำถาม และความอยากรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเนี่ยแหละ คือจุดแข็งของเผ่าพันธุ์มนุษย์โฮโม เซเปียนส์

    แอดสรุปจากหนังสือได้ว่า ถ้าเราอยากเข้าใจพฤติกรรมหรือลักษณะความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะในมนุษย์ มี 3 ไอเดียที่สำคัญ ดังนี้

    [1] Science การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม หรือยีนที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ รวมทั้งบรรพรุษหลายชั่วรุ่น หรือฮอร์โมนต่างๆ ที่หลั่งออกมา ช่วยให้เราเข้าใจลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้

    ผู้ชายมักแสดงความจริงจังและขึงขังมากที่สุดเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศชายอยู่ในระดับสูงสุด ส่งผลให้สัญชาตญาณในการแข่งขัน การแย่งชิง และการพยายามดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ในธรรมชาติของมนุษย์ ช่วงเวลานี้คือสนามแห่งการแข่งขัน ผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงพยายามขโมยซีน โชว์ความสามารถ หรือแสดงความเป็นผู้นำในแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากผู้หญิง

    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าวเท่านั้น

    ศาสตราจารย์จิม แด็บส์ และเดวิด โรว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาได้ศึกษาและพบว่า วัยรุ่นชายที่มีฐานะดี มีการศึกษา หรือมีทักษะเฉพาะทาง มักหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยตรง เพราะพวกเขามีช่องทางอื่นที่ทำให้ตนเองดูโดดเด่นในสังคมได้อยู่แล้ว

    ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นชายขาดช่องทางในการแสดงความสามารถหรือไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก แรงขับทางชีวภาพนี้จะผลักดันให้พวกเขาเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่าในการสร้างตัวตน เช่น การแสดงความก้าวร้าว ความรุนแรง หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้ตัวเอง “ดูเท่” ในสายตาของผู้อื่น

    [2] History ถึงหนังสือเล่มนนี้จะอยู่ในหมดวิทยาศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนการนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังอดีต และช่วยให้เราเข้าใจเหตุผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้

    เผ่าพันธุ์มนุษย์เราใช้เวลากว่า 99.99% อาศัยในสิ่งแวดล้อมแบบยุคหิน ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ป่า และสัตว์ดุร้ายมาตลอด

    ทำให้ร่างกาย ความคิด ทักษะของเราวิวัฒนาการเพื่อทำงานในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้

    ถึงแม้ผู้ชายและผู้หญิงจะเป็นสปีชีส์เดียวกัน แต่เราก็แบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน

    ผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกล่าสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต้องมีความกล้า ดังนั้นผู้ชายที่มีแนวโน้มจะชอบความเสี่ยงจึงถูกคัดเลือกมา

    เป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันในบางเรื่องอย่างเช่น การลงทุนในมือใหม่ ผู้ชายมักจะมีความมั่นใจเกิดขึ้นเร็ว พอมั่นใจก็จะรีบ All in ชอบเสี่ยงสูงๆ แน่นอนพอมีความมั่นใจที่ล้ำหน้าความรู้ไปเยอะแล้ว ก็มักจบด้วยพอร์ตแตกหรือขาดทุนไปหนัก

    แตกต่างจากผู้หญิงที่เริ่มศึกษาการลงทุนมักจะคอยระวังความเสี่ยงและไม่มั่นใจมากเท่าผู้ชาย (ผู้หญิงจึงมีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนในการลงทุนที่เหนือกว่าในช่วงเริ่มต้น)

    เนื่องจากผู้หญิง เป็นฝ่ายที่ลงทุนในการสร้างสารสืบพันธุ์มากกว่า ทำให้จึงสร้างได้น้อยกว่า ระมัดระวังในการใช้มากกว่า เลือกมากกว่าว่าจะลงทุนไปกับอสุจิของใคร

    “ฉันไม่ชอบลงทุนกับใครง่ายๆ อสุจิของใครอยากเจาะไข่ฉัน พิสูจน์ตัวเองก่อนว่าดีจริง!!!”

    [3] Diversity หรือว่าความหลากหลาย สิ่งนี้สำหรับแอดแล้วคือเสน่ห์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ได้

    บนโลกของเรามีสิ่งมีชีวิตมากมายกว่าหลายล้านชนิด และในหมู่สัตว์สังคม ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์เอง ก็มีความหลากหลายในเรื่องเพศที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงอวัยวะเพศ แต่ยังรวมถึง”เพศทางสมอง” หรืออัตลักษณ์ทางเพศภายในจิตใจอีกด้วย

    ในวัฒนธรรมใดที่เปิดกว้างและยอมรับการมีอยู่ของเพศตรงกลาง หรือผู้ที่อยู่นอกเหนือจากกรอบเพศชายหญิงแบบดั้งเดิม คนในวัฒนธรรมนั้นก็จะกล้าแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

    การที่เรามองเห็น เพศตรงกลาง หรืออัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมกำลังเสื่อมถอยในด้านศีลธรรมอย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่ในทางตรงกันข้าม มันคือภาพสะท้อนของสังคมที่เจริญแล้ว

    เพราะสังคมที่เราควรมุ่งหวังจะเติบโตไปด้วยกัน คือสังคมที่ไม่ตัดสินกันจากรูปลักษณ์ภายนอก ศาสนา หรือรสนิยมทางเพศ แต่เป็นสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบที่พอใจ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

    สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสังคมที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง

  • สร้างระบบสู่ความสำเร็จตามฉบับของ Scott Adams

    สร้างระบบสู่ความสำเร็จตามฉบับของ Scott Adams

    ช่วงนี้แอดได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับทักษะความเป็น Generalist หนึ่งในนั้นคือ หนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big ของ Scott Adams

    Scott Adams เป็นนักวาดการ์ตูนและนักเขียนที่สร้าง Dilbert การ์ตูนสุดฮาที่สะท้อนชีวิตวัยทำงาน แม้เขาจะไม่ได้เก่งระดับโลกในด้านใดด้านหนึ่ง แต่การผสมผสานทักษะระดับกลางๆ อย่างการวาด การเขียน การทำธุรกิจ และอารมณ์ขัน ก็ทำให้เขาสร้างผลงานที่โด่งดังอย่าง การ์ตูน Dilbert ที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กว่า 2,000 ฉบับทั่วโลก

    วันนี้เลยจะมาสรุป 6 ไอเดียสำคัญจากหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big ของ Scott Adams ที่เป็นเหมือนแผนที่นำทางของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษะไร แต่ก็อยากประสบความสำเร็จเหมือนกัน

    1. โฟกัสที่ “ระบบ” มากกว่า “เป้าหมาย

    “If you do something every day, it’s a system. If you’re waiting to achieve it someday in the future, it’s a goal.”

    – Scott Adams

    แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะต้องสำเร็จภายในเวลาสั้นๆ ลองสร้างระบบที่ช่วยให้คุณพัฒนาไปเรื่อยๆ จะดีกว่า เพราะระบบที่ดีจะทำให้คุณก้าวหน้าโดยไม่ต้องพึ่งแรงฮึดเพียงชั่วคราว

    2. ดูแลพลังงานของตัวเองก่อน

    “The right amount of exercise today is whatever amount makes me look forward to being active tomorrow.” 
    – Scott Adams

    ร่างกายและจิตใจที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง การนอนหลับดี กินอาหารที่มีประโยชน์ และทำสิ่งที่ช่วยเติมพลังให้ตัวเอง จะทำให้คุณมีแรงทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

    3. เก่งหลายอย่าง ดีกว่าเก่งแค่อย่างเดียว

    “Every skill you acquire doubles your odds of success.”
    – Scott Adams

    รู้ให้กว้าง ดีกว่ารู้ลึกแค่เรื่องเดียว คุณอาจไม่ได้เป็นมือหนึ่งในสาขาสายงานนั้นๆ แต่ถ้าคุณมีทักษะหลายด้านที่นำมาผสมกันได้ เช่น การสื่อสาร การขาย และเทคโนโลยี คุณจะมีจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร

    คนที่มีทักษะหลายอย่างมักจะมีโอกาสมากกว่าคนที่เก่งแค่ด้านเดียว เพราะพวกเขาปรับตัวได้ และสามารถใช้ทักษะผสมกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่า

    4. ล้มเหลวให้เป็น แล้วเดินหน้าต่อ

    “Always remember that failure is your friend. It is the raw material of success.”
    – Scott Adams

    ทุกความล้มเหลวคือบทเรียน คนที่ประสบความสำเร็จมักล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่พวกเขาใช้มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะนั่นคือทางลัดสู่ความสำเร็จ

    5. เปิดรับโชคและโอกาสใหม่ๆ

    “People who seem to have good luck are often the people who have a system that allows luck to find them.”
    – Scott Adams

    โลกนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จงพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีโอกาสและกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งโชคก็มาจากการที่คุณลงมือทำ มากกว่าการรอให้มันเกิดขึ้นเอง

    6. ความสุขคือเป้าหมายที่แท้จริง

    “Happiness has more to do with where you’re heading than where you are.”
    – Scott Adams

    สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อความสุข อย่ามัวแต่ไล่ล่าความสำเร็จจนลืมใช้ชีวิต การได้ทำในสิ่งที่รัก สนุกกับเส้นทางที่เดิน และมีชีวิตที่เติมเต็ม คือความสำเร็จที่แท้จริง

    อย่าคิดว่า “เมื่อสำเร็จแล้วจะมีความสุข” แต่ให้คิดว่า “ถ้าเรามีความสุขตอนนี้ เรากำลังเดินสู่ความสำเร็จแล้ว”

    How to Fail at Almost Everything and Still Win Big เป็นหนังสือที่แอดสามารถตกผลึกไอเดียได้ว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้ง ก็ขอให้คิดว่าจะสามารถกลับมาชนะได้เสมอ

    เริ่มต้นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ที่สำคัญอย่าลืมสนุกกับการเดินทาง เพราะบางครั้ง ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่อยู่ที่สิ่งที่เราได้เรียนรู้และเติบโตระหว่างทางนั่นเอง

  • ทำไมคนสำเร็จเลือกอ่านหนังสือ

    ทำไมคนสำเร็จเลือกอ่านหนังสือ

    Jim Rohn นักธุรกิจชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า

    “You are the average of the five people you spend most of your time with.”

    แปลตรงๆ ได้ว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

    ถ้าคนรอบตัวเราเป็นคนขี้เกียจ ชอบเที่ยวปาร์ตี้ ไม่ใส่ใจสุขภาพ มีโอกาสสูงที่เราจะซึมซับนิสัยเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

    แต่ในทางกลับกัน หากเราอยู่ท่ามกลางคนที่รักการพัฒนาตัวเอง ชอบออกกำลังกาย และใส่ใจการใช้ชีวิต เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย

    มนุษย์ในฐานะ Homo Sapiens เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ผ่านการลอกเลียนแบบ เราซึมซับพฤติกรรมและความคิดจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมและประเพณีในสังคมมนุษย์

    ผู้คนในสังคมเดียวกันจึงมักปรับพฤติกรรมและทัศนคติตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

    นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมักมีที่ปรึกษาหรือเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยมคอยผลักดันและชี้นำพวกเขาด้วยเช่นกัน

    มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก มี สตีฟ จ็อบส์ ที่ช่วยแนะนำเรื่องการทำธุรกิจสตาร์ทอัพช่วงเริ่มแรก ก่อนที่จะได้แนวคิดและประสบการณ์สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Facebook ได้สำเร็จ

    บิล เกตส์ ก็มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการชีวิตให้กับ

    เช่นเดียวกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาตมา คานธี ในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคโดยใช้สันติวิธี

    เห็นได้ชัดว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมีบุคคลต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิดและนิสัยที่พาไปสู่ความสำเร็จได้

    แต่ถ้ารู้สึกว่า “ตัวเราไม่ได้รู้จักใครที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้นหรอก”

    ตรงนี้เองที่ประโยชน์ของการอ่านหนังสือเข้ามามีบทบาทสำคัญ

    หนังสือเป็นเสมือนตัวแทนของคำพูด แนวคิด ทัศนคติ คำแนะนำ และแม้แต่ประสบการณ์ของอีกคนหนึ่ง ที่ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบตัวหนังสือ พกพาได้สะดวก และพร้อมให้อ่านได้ตลอดเวลา

    “A book is a gift you can open again and again.”
    — Garrison Keillor

    มีคนรวยที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองถึง 85% ส่วนอีก 15% รวยมาจากการรับมรดก

    ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พูดเหมือนกันว่า พวกเขาอ่านหนังสืออย่างน้อย 2 เล่มต่อเดือน

    ประโยชน์ที่แท้จริงของการอ่านหนังสือคือ เราสามารถเลือกใครก็ได้ที่ต้องการ เพิ่มเข้าในกลุ่มสังคมคนรอบตัวเรา ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อการเลือกคนที่เราอยากจะเป็น

    มีหนังสือหลายเล่มที่เขียน โดยผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสาขาต่างๆ

    ความคิด ทัศนคติ และคำพูดของพวกเขาต่างมีพร้อมอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจะเปิดอ่านมันไหม

    หากเราอยากไปปฏิบัติธรรมร่วมกับคานธี พูดคุยเรื่องการเมืองกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

    หรือแม้แต่ขอคำแนะนำทางธุรกิจจากวอร์เรน บัฟเฟตต์

    สิ่งที่เราต้องทำคือ ใช้เวลาและความตั้งใจไปกับการอ่านคำพูดของพวกเขา แล้วเราจะได้เห็นโลกและวิธีคิดของพวกเขาได้ผ่านตัวหนังสือ

    “Reading is the gateway skill that make all other learning possible.”
    — Barack Obama

    คิดดูสิว่า เรากำลังได้เพิ่มเพื่อนใหม่ เข้ามาในกลุ่มเพื่อนของเรา

    เพื่อนที่น่าจะอายุมากกว่า และฉลาดกว่า แถมยังประสบความสำเร็จมากกว่าอีกด้วย

    และเมื่อเราทำแบบนั้นแล้ว เชื่อว่าเราจะเริ่มยอมรับทัศนคติและนิสัยบางอย่างของพวกเขา

    เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทำในฐานะมนุษย์ เราต่างก็ลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน

    ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้นเท่าใด เราก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายใดๆ ก็ตามที่อาจต้องพบเจอ

    ไม่ว่าชีวิตจะพบเจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน แม้เราอาจสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป

    แต่จำไว้ว่า ไม่มีใครพรากความรู้และความคิดไปจากเราได้

    “It is not about the book,
    It is about the Idea.”

    เราไม่ได้เห็นหนังสือเป็นเพียงแค่หนังสือ แต่เห็นเป็นไอเดีย

    และไอเดียเดียว อาจเปลี่ยนมุมมองชีวิตเราได้ไปตลอดกาล

    ลองเริ่มหยิบหนังสือมาอ่านให้ได้ทุกๆวัน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ เริ่มต้นจากการอ่าน

  • 10 ข้อคิดจากหนังสือ “เจ้าชายน้อย” หนังสือเด็กที่สะท้อนหัวใจผู้ใหญ่

    10 ข้อคิดจากหนังสือ “เจ้าชายน้อย” หนังสือเด็กที่สะท้อนหัวใจผู้ใหญ่

    “เจ้าชายน้อย” อาจเป็นเพียงหนังสือเด็กในสายตาหลายคน แต่ความจริงแล้ว มันคือกระจกสะท้อนความจริงของชีวิตที่ผู้ใหญ่มักมองข้าม เรื่องราวของเด็กน้อยจากดาวดวงเล็กๆ ที่เดินทางผ่านดาวต่างๆ เพื่อเรียนรู้โลก กลับกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องย้อนถามตัวเอง เรายังมองโลกด้วยหัวใจอยู่หรือไม่?

    เมื่อโตขึ้น หลายคนปล่อยให้ความฝันจางหายไป ไล่ตามตัวเลข ความสำเร็จ และความคาดหวังของสังคม จนลืมความสุขเรียบง่ายที่เคยมี หนังสือเจ้าชายน้อย เขียนโดย อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี ได้เตือนให้เรากลับมามองเห็นสิ่งสำคัญอีกครั้ง ผ่าน 10 ข้อคิดเหล่านี้…

    1. “สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา”
      บ่อยครั้งเรามักจะหลงใหลในสิ่งที่จับต้องได้ จนลืมไปว่าความรัก ความผูกพัน และความหมายของชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงแค่ตาเห็น
    2. “ผู้ใหญ่ชอบตัวเลข แต่เด็กชอบความฝัน”
      เมื่อโตขึ้น เราอาจเผลอใช้ตัวเลขตัดสินทุกอย่าง เงิน งาน ความสำเร็จ จนลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้ถูกวัดด้วยตัวเลข แต่อยู่ที่เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมายหรือไม่
    3. “เราเป็นเจ้าของในสิ่งที่เราทุ่มเทให้”
      ความรักและความสัมพันธ์ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจ เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใดเพียงเพราะครอบครองมัน แต่เป็นเพราะเราดูแลมันด้วยความใส่ใจ เช่นเดียวกับที่เจ้าชายน้อยรักและดูแลดอกกุหลาบของเขา
    4. “อย่าตัดสินอะไรเพียงแค่ภายนอก”
      โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ดูธรรมดา แต่มีความหมายลึกซึ้งสำหรับใครบางคน ทุกสิ่งมีเรื่องราวเบื้องหลัง เราจึงควรมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น
    5. “อย่าปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับความจำเจ”
      หลายคนใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แทบไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ลองหยุดตั้งคำถาม อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นและอยากลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในทุกๆวัน?
    6. “ความรักคือความรับผิดชอบ”
      เมื่อเราผูกพันกับใคร เราไม่ได้เป็นเจ้าของเขา แต่เราควรมีความรับผิดชอบต่อเขา ความรักไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่เป็นการกระทำที่พิสูจน์ว่าเราห่วงใยและดูแลกันจริงๆ
    7. “คำถามสำคัญกว่าคำตอบ”
      เด็กๆมักตั้งคำถามว่า “ทำไม?” แต่เมื่อโตขึ้น เรากลับละเลยคำถามเหล่านั้น ทั้งที่บางที คำถามง่ายๆ อาจทำให้เราเข้าใจชีวิตมากกว่าคำตอบที่ถูกต้องเสียอีก
    8. “ทุกคนต่างมีความเหงาอยู่ในใจ”
      ไม่ว่าเราจะมีผู้คนรายล้อมแค่ไหน ความเหงาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันทำให้เรารู้คุณค่าของมิตรภาพ ความรัก และช่วงเวลาที่มีความหมาย
    9. “การเดินทางคือการค้นพบตัวเอง”
      เจ้าชายน้อยออกเดินทางไปหลายดวงดาว และในท้ายที่สุด เขาค้นพบว่าความสุขของเขาอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับเรา บางครั้งเราต้องออกจากพื้นที่เดิมๆ เพื่อค้นหาคำตอบของชีวิต
    10. “เมื่อรักใคร เราจะเห็นเขาในแบบที่คนอื่นไม่เห็น”
      คนที่เรารักอาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเรา พวกเขามีค่ามากที่สุด เพราะความรักทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่หัวใจเข้าใจ

    หนังสือ เจ้าชายน้อย ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสำหรับเด็ก แต่เป็นกระจกสะท้อนให้เรากลับมามองชีวิตด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ยิ่งเราใช้ชีวิตมากขึ้น ยิ่งเผชิญความซับซ้อนของโลกมากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้ซับซ้อนเลย มันซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่เรามักมองข้าม อย่างความรัก ความฝัน มิตรภาพ และหัวใจที่ยังมองโลกด้วยความใสซื่อเสมอ

  • ความอดทนแม้จะเป็นสิ่งขมขื่น แต่ผลของมันนั้นจะหวานชื่นเสมอ

    ความอดทนแม้จะเป็นสิ่งขมขื่น แต่ผลของมันนั้นจะหวานชื่นเสมอ

    ผลแห่งการอดทนรอ

    ลองจินตนาการว่าคุณเป็นสัตว์ป่าที่ท่องเที่ยวไปตามทุ่งราบกว้างในแอฟริกา อาจจะเป็นยีราฟ ช้าง หรือสิงโต ในแต่ละวันการตัดสินใจเกือบทุกอย่างของคุณจะส่งผลในทันที คุณมักคิดอยู่เสมอว่าจะกินอะไรดี จะนอนที่ไหน หรือจะหลบพวกสัตว์นักล่าได้อย่างไร

    คุณให้ความสำคัญแค่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะถึงเท่านั้น คุณมีชีวิตในแบบที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘การตัดสินใจที่ส่งผลในทันที’

    ทีนี้คุณกลับมาเป็นมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ หลายสิ่งที่คุณกระทำในวันนี้ ยังไม่ได้ส่งผลดีต่อคุณในทันที เช่น ถ้าคุณทำงานได้ดี คุณจะได้รับค่าตอบแทนในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า ถ้าคุณเก็บออมตอนนี้ บางทีคุณอาจจะมีเงินพอ สำหรับวัยเกษียณ

    ทำให้ปัจจุบัน มนุษ์เราต่างมีชีวิตในแบบที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘การตัดสินใจที่ให้ผลล่าช้า’

    แต่สมองของมนุษย์เดิมทีไม่ได้มีวิวัฒนาการในวิถีชีวิตแบบ ‘การตัดสินใจที่ให้ผลล่าช้า’ เพราะบรรพบุรุษของเราที่รู้จักกันในนามว่า ‘โฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์’ ก็ได้ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ ในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกา

    หลังจากนั้นต่อมานับพัน ๆ รุ่นของการใช้ชีวิตในวิถีแบบการตัดสินใจที่ส่งผลทันที สมองของมนุษย์ก็ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็น ความต้องการผลตอบแทนในอนาคตระยะยาวแทน

    เราทุกคนต่างต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ความสุขเฉพาะหน้ามักจะเป็นผู้ชนะเสมอและคุณมักจะไม่เลือกทำสิ่งที่กำหนดอนาคตตัวเอง

    เช่น การสูบบุหรี่อาจฆ่าคุณภายใน 10 ปีข้างหน้า แต่ในตอนนี้มันช่วยคุณบรรเทาความเครียดได้ หรืออย่างการกินอาหารที่มากเกินไป ก็จะส่งผลร้ายในอนาคต แต่ในเวลานี้มันช่วยคุณลดความอยากอาหารลงได้

    จากผลงานวิจัยได้แสดงไว้ว่า คนที่มีความอดทนอดกลั้นสูงนั้น มักจะมีระดับการใช้สารเสพติดต่ำกว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนต่ำกว่า และมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อความเครียดได้ดีกว่า

    เราสามารถเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ในชีวิตของเราเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ถ้าคุณเลิกหรือไม่ใช้สารเสพติด อย่างการสูบบุหรี่ คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีและมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ถ้าคุณเลื่อนเวลาดูโทรทัศน์และตั้งใจทำการบ้านจนเสร็จ คุณก็จะเรียนเข้าใจมากขึ้นและได้เกรดดีขึ้น ถ้าคุณไม่แวะซื้อขนมหวานและมันฝรั่งทอดที่ร้าน คุณก็จะมีแนวโน้มได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อถึงบ้าน

    ยิ่งคุณรู้สึกพอใจต่อการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำไปนั้นจะสามารถนำคุณไปสู่เป้าหมายในอนาคตหรือไม่

    ดังนั้น ความสำเร็จในเกือบทุกเรื่องจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณยอมเมินเฉยต่อรางวัลที่คุณจะได้รับในทันทีและอดทนรอคอยรางวัลในอนาคตอย่างที่คำสุภาษิตไทยกล่าวไว้ว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั่นเอง

    ขอบคุณ หนังสือ: Atomic habits