BookBurk

💡 แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

Category: จิตวิทยา

  • เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในยุคของ Generalist โดย Dan Koe

    เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในยุคของ Generalist โดย Dan Koe

    Dan Koe เป็นนักเขียนและครีเอเตอร์ที่สอนเรื่อง Personal branding และ digital business ที่มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางมากกว่า 3 ล้านคน (IG 1.6M + Youtube 961K + X 507K + TikTok 362K)

    แล้วแอดได้มีโอกาสเข้าไปฟังบนช่อง Youtube ของเขาในหัวข้อคลิป The Age Of The Generalist (How To Earn A Living Doing What You Enjoy) แล้วรู้สึกได้ตกผลึกของแนวคิดการใช้ชีวิตแบบ Generalist

    Generalist

    Generalist คือ คนที่มีทักษะและความรู้หลากหลายด้าน แทนที่จะเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนแบบ Generalist มีความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และทำงานข้ามสายงานได้ดี ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการ หรือนักสร้างคอนเทนต์ ที่ต้องใช้ความรู้หรือทักษะหลายแขนงมาประกอบกันในการทำงาน

    “The Internet has decentralized wealth generation”.

    Dan Koe

    Dan บอกว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคของ Second Renaissance หรือ Generalists thrive in the creator economy หมายถึง คนที่เป็น Generalist มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า ในยุคที่ใครๆ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตหรือ “creator economy”

    เพราะในยุคนี้การสร้างคอนเทนต์หรือการแสดงความสามารถของตัวเองในหลายๆ ด้าน เช่น เขียนบล็อก ทำวิดีโอ การออกแบบ สามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ได้หลากหลายช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องเก่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเหมือนแนวคิดเดิมๆ ที่ระบบการศึกษาเคยปลูกฝังเราเอาไว้

    “We are in the middle of a spiritual war of beliefs”.

    Dan Koe

    เรามักถูกบ่มเพาะผ่านความเชื่อเก่าๆ ว่าถ้าเรียนจบวิชาเอกไหนมา ก็จะทำงานได้เฉพาะในศาสตร์นั้นๆ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ค่อนข้างเป็นการจำกัดความสามารถตัวเองและเป็นความคิดที่ค่อนข้างล้าหลังไปสักหน่อย

    นักศึกษาที่เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาสารสนเทศ ไม่ใช่ว่าจะสามารถเป็นนักข่าวได้ทุกคน ไม่แน่ว่านักศึกษาที่เรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ ก็อาจเป็นนักข่าวหรือนักเขียนก็ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คุณเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO และบรรณาธิการสำนักข่าว The Standard

    เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO และบรรณาธิการสำนักข่าว The Standard

    คุณเคนได้เรียนจบ เภสัชศาสตร์ มศว. และเริ่มต้นอาชีพเป็นเซลล์ขายยา มีรายได้หลักแสนต่อเดือน แต่ถึงจุดหนึ่งเขารู้สึกว่าไม่ใช่เป็นงานที่ชอบ จนตัดสินใจลาออกมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน ในวัย 25 ปี พูดอีกอย่างก็คือ เขาเป็นคนที่เรียนจบมา ทำงานไม่ตรงสาย

    เพราะชีวิต คือการทดลอง แม้จะไม่ได้เรียนด้านสื่อโดยตรง แต่เขาอาศัย แนวคิดความเป็น Generalist นำทักษะที่มีจากหลากหลายประสบการณ์มาสร้างความได้เปรียบ

    • ทักษะจากการเรียนสายวิทย์ → ช่วยให้เขาเป็นคนที่ชอบสังเกตและตั้งคำถาม
    • ทักษะการขายจากงานเซลล์ → ทำให้เขารู้จักการสื่อสารและโน้มน้าวใจ
    • ประสบการณ์กิจกรรมสมัยเรียน → ช่วยให้เขาฝึกการเขียนและการเล่าเรื่อง

    แม้ช่วงแรกเขาจะกังวลเรื่องทักษะที่อาจน้อยกว่าคนในวงการ แต่ด้วยการนำทักษะหลายๆ ด้านมาประกอบกัน พร้อมกับใส่แรงความทุ่มเทลงไป ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้เขาสร้าง The Standard ให้เป็นสื่อที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

    ระบบการศึกษาของเราแต่เดิมถูกออกแบบมาเพื่อผลิตแรงงานในโรงงานหรือพนักงานออฟฟิศ ซึ่งสมเหตุสมผลในยุคอุตสาหกรรม แต่เวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนแปลงไป และเราก็ไม่ได้อยู่ในยุคอุตสาหกรรมอีกต่อไปแล้ว

    Skill + Internet + AI = The New Wealth

    AdToy DataRockie

    The Age Of The Generalist

    Dan เชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ เพราะในโลกของยุคดิจิทัลนี้ ทุกคนมีพลังในการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมากำหนดเส้นทางให้ อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาทักษะได้อย่างไร้ขีดจำกัด โลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบการศึกษาแบบเดิมหรือเส้นทางอาชีพที่ตายตัวอีกต่อไป

    • ถ้าคุณมีไอเดีย—ลงมือทำ
    • ถ้าคุณมีความสามารถ—แสดงมันออกมา
    • ถ้าคุณได้รับบางสิ่ง—ส่งคืนกลับให้แก่สังคม

    “The world’s best niche is you”.

    Dan Koe

    การนำเสนอความเป็นตัวตน ทักษะ และความสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ จะช่วยให้คุณโดดเด่นกว่าใครๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

    การเป็น Generalist ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีจุดแข็ง แต่คือการใช้ความหลากหลายของทักษะที่คุณมีในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ผ่านการสร้างจุดที่เชื่อมต่อกัน หรือที่รู้จักกันว่า Connect the dots.

    “You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future”.

    Steve Jobs

    Steve Jobs ได้พูดถึงคำว่า “Connect the dots” นี้ไว้ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford ว่าการเรียนรู้หรือการได้มีประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือน “จุด” หนึ่งจุด

    และความสำเร็จในชีวิตมักมาจากการ “เชื่อมโยงจุด” ต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกันแล้วสามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาได้สำเร็จ

    Steve Jobs ขณะกำลังกล่าว Speech ในงาน Stanford graduates ที่มา L.A. Cicero

    นอกจากนี้ คำว่า “Connect the dots” ที่ Steve Jobs กล่าวถึงในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford ช่วยให้สรุปออกมาได้ 4 ข้อด้วยกันคือ

    1. มองย้อนกลับไปเพื่อเข้าใจปัจจุบัน: Steve Jobs กล่าวว่า การมองย้อนกลับไปในชีวิต จะทำให้เราเห็นภาพรวมของการเชื่อมโยงจุดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเราไม่สามารถเห็นภาพทั้งหมดได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป จุดต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันก็อาจเชื่อมโยงกันได้อย่างมีความหมายได้ในภายหลัง
    2. เชื่อในตัวเองและการตัดสินใจ: เขาพูดถึงการเลือกเส้นทางในชีวิตโดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะเราไม่สามารถเห็นเส้นทางทั้งหมดได้ในตอนเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อในตัวเองและเลือกที่จะลงมือทำ
    3. การไม่ท้อถอยเมื่อเผชิญกับอุปสรรค: แม้ว่าการเชื่อมโยงจุดต่างๆ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องยากหรือมักจะล้มเหลวในช่วงแรกๆ แต่ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ จากความพยายามและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
    4. การมีความรักในสิ่งที่ทำ: Steve Jobs เน้นว่า การรักในสิ่งที่เราทำจะช่วยให้เราเดินต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคที่ต้องเผชิญอยู่เสมอ เพราะการเชื่อมโยงจุดต่างๆ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราทำสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจและความหลงใหลในสิ่งนั้นๆ

    ใช่ครับ จุดหนึ่งจุดก็คือ “เวลาแต่ละวินาทีในตอนนี้” ซึ่งเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องราวชีวิตของเรา เรียกได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตเราก็คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในวินาทีนี้

    โดยสรุป การเป็น Generalist ไม่ใช่แค่การรู้หลายๆ เรื่อง แต่คือการรู้วิธีเชื่อมโยงทุกทักษะที่มีเข้าด้วยกัน เพราะบางครั้ง ความสำเร็จไม่ได้มาจากการเชี่ยวชาญในหนึ่งเรื่อง แต่คือการเข้าใจในหลายมุมมองและการปรับตัวให้เหมาะสมกับทุกโอกาสที่เข้ามา

  • เราเลือกที่จะพัฒนาตัวเอง มากกว่ากังวลสายตาคนอื่น

    เราเลือกที่จะพัฒนาตัวเอง มากกว่ากังวลสายตาคนอื่น

    ตั้งใจพัฒนาตัวเอง ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดคน

    เคยรู้สึกไหมว่า เมื่อตัวเองได้พูดหรือทำอะไรผิดพลาดไป เหมือนทุกสายตาจับจ้องมาที่เรา เหมือนทุกคนกำลังนินทาหรือหัวเราะเยาะเราอยู่

    นี่อาจเป็นปราฏการณ์ที่เรียกว่า Spotlight effect หรือความเชื่อที่คิดไปเองว่าตัวเราเป็นจุดสนใจ ทั้งที่ในความจริง คนส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่ใจเราเท่าที่เราคิด

    บางครั้งพวกพวกเขาอาจสังเกตเห็นเรา แต่ความสนใจเหล่านั้นจะหายไปในไม่กี่นาที เพราะสุดท้ายแล้วไม่ว่าใครต่างก็กลับไปสนใจเรื่องของตัวเองกันทั้งนั้น

    ความกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นคิด จึงเป็นเพียงความคิดของเราเอง และมันมักจะสำคัญน้อยกว่าที่เราคิด

    แทนที่จะเสียเวลาไปกับการกังวลความคิดนั้น ลองหันมาโฟกัสสิ่งที่เราควบคุมได้ พัฒนาตัวเอง ตั้งเป้าหมาย และทำทุกวันให้ดีที่สุด

    เพราะสุดท้ายแล้ว มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่สามารถกำหนดคุณค่าและความสำเร็จในชีวิตของตัวเอง

  • ความอดทนแม้จะเป็นสิ่งขมขื่น แต่ผลของมันนั้นจะหวานชื่นเสมอ

    ความอดทนแม้จะเป็นสิ่งขมขื่น แต่ผลของมันนั้นจะหวานชื่นเสมอ

    ผลแห่งการอดทนรอ

    ลองจินตนาการว่าคุณเป็นสัตว์ป่าที่ท่องเที่ยวไปตามทุ่งราบกว้างในแอฟริกา อาจจะเป็นยีราฟ ช้าง หรือสิงโต ในแต่ละวันการตัดสินใจเกือบทุกอย่างของคุณจะส่งผลในทันที คุณมักคิดอยู่เสมอว่าจะกินอะไรดี จะนอนที่ไหน หรือจะหลบพวกสัตว์นักล่าได้อย่างไร

    คุณให้ความสำคัญแค่ในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้ที่กำลังจะถึงเท่านั้น คุณมีชีวิตในแบบที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘การตัดสินใจที่ส่งผลในทันที’

    ทีนี้คุณกลับมาเป็นมนุษย์ในสังคมสมัยใหม่ หลายสิ่งที่คุณกระทำในวันนี้ ยังไม่ได้ส่งผลดีต่อคุณในทันที เช่น ถ้าคุณทำงานได้ดี คุณจะได้รับค่าตอบแทนในอีกหลายสัปดาห์ข้างหน้า ถ้าคุณเก็บออมตอนนี้ บางทีคุณอาจจะมีเงินพอ สำหรับวัยเกษียณ

    ทำให้ปัจจุบัน มนุษ์เราต่างมีชีวิตในแบบที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า ‘การตัดสินใจที่ให้ผลล่าช้า’

    แต่สมองของมนุษย์เดิมทีไม่ได้มีวิวัฒนาการในวิถีชีวิตแบบ ‘การตัดสินใจที่ให้ผลล่าช้า’ เพราะบรรพบุรุษของเราที่รู้จักกันในนามว่า ‘โฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์’ ก็ได้ใช้ชีวิตเช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ ในทุ่งหญ้าสะวันนาของแอฟริกา

    หลังจากนั้นต่อมานับพัน ๆ รุ่นของการใช้ชีวิตในวิถีแบบการตัดสินใจที่ส่งผลทันที สมองของมนุษย์ก็ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็น ความต้องการผลตอบแทนในอนาคตระยะยาวแทน

    เราทุกคนต่างต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจ ความสุขเฉพาะหน้ามักจะเป็นผู้ชนะเสมอและคุณมักจะไม่เลือกทำสิ่งที่กำหนดอนาคตตัวเอง

    เช่น การสูบบุหรี่อาจฆ่าคุณภายใน 10 ปีข้างหน้า แต่ในตอนนี้มันช่วยคุณบรรเทาความเครียดได้ หรืออย่างการกินอาหารที่มากเกินไป ก็จะส่งผลร้ายในอนาคต แต่ในเวลานี้มันช่วยคุณลดความอยากอาหารลงได้

    จากผลงานวิจัยได้แสดงไว้ว่า คนที่มีความอดทนอดกลั้นสูงนั้น มักจะมีระดับการใช้สารเสพติดต่ำกว่า มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคอ้วนต่ำกว่า และมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อความเครียดได้ดีกว่า

    เราสามารถเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้ได้ในชีวิตของเราเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ถ้าคุณเลิกหรือไม่ใช้สารเสพติด อย่างการสูบบุหรี่ คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีและมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ถ้าคุณเลื่อนเวลาดูโทรทัศน์และตั้งใจทำการบ้านจนเสร็จ คุณก็จะเรียนเข้าใจมากขึ้นและได้เกรดดีขึ้น ถ้าคุณไม่แวะซื้อขนมหวานและมันฝรั่งทอดที่ร้าน คุณก็จะมีแนวโน้มได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าเมื่อถึงบ้าน

    ยิ่งคุณรู้สึกพอใจต่อการกระทำที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่คุณทำไปนั้นจะสามารถนำคุณไปสู่เป้าหมายในอนาคตหรือไม่

    ดังนั้น ความสำเร็จในเกือบทุกเรื่องจะเกิดขึ้นได้ เมื่อคุณยอมเมินเฉยต่อรางวัลที่คุณจะได้รับในทันทีและอดทนรอคอยรางวัลในอนาคตอย่างที่คำสุภาษิตไทยกล่าวไว้ว่า “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั่นเอง

    ขอบคุณ หนังสือ: Atomic habits