BookBurk

💡 แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

Author: Anuphong Payopat

  • สรุปไอเดียที่สำคัญจากหนังสือ 500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1

    สรุปไอเดียที่สำคัญจากหนังสือ 500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1

    500 ล้านปี ของความรักเล่ม 1 หนังสือที่ทำให้เราเข้าใจความรักและความสัมพันธ์ของมนุษย์ ของนพ.ชัชพล เกียรติขจรธาดา

    หัวใจของหนังสือเล่มนี้คือการเข้าใจรากที่มาของสิ่งที่เรียกกันว่า ความรัก ความผูกพัน และความเชื่อใจ

    มนุษย์อย่างเราๆ มีต้นกำเนิดตั้งแต่ 2 แสนปีที่แล้ว หรือที่หลายคนรู้จักกันว่ามนุษย์โฮโม เซเปียนส์ (Homo sapiens)

    ตั้งแต่อดีตแสนยาวนานนี้ บรรพบุรุษของเรามีการเรียนรู้และวิวัฒนาการเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ให้อยู่รอดมาตลอด และดึงเราออกจากวิถีชีวิตแบบสัตว์ป่ามาเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเช่นในโลกปัจจุบันนี้

    นักปราชญ์โสกราตีส เคยบอกว่า “All thing have arete.” หรือทุกอย่างล้วนมี ความเป็นเลิศ

    ความเป็นเลิศของนกคือการบิน ความเป็นเลิศของเก้าอี้คือการเป็นที่นั่ง และความเป็นเลิศของมนุษย์คือความสามารถในการคิด

    ซึ่งหนึ่งในการคิดที่ทำให้มนุษย์มีวิวัฒนาการอยู่รอดจวบจนทุกวันนี้นั่นคือ “ความสงสัย” หรือ ”การตั้งคำถาม”

    ทำไมผู้ชายไม่เข้าใจผู้หญิง? ทำไมวัยรุ่นไม่เข้าใจผู้ใหญ่? ถ้าเราวิวัฒนาการมาคิดเหมือนกัน พฤติกรรมคล้ายกัน การอยู่ร่วมกันจะไม่ราบรื่นกว่านี้หรือ?

    ความทะเยอทะยานของมนุษย์ เกิดจากการตั้งคำถาม และความอยากรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเนี่ยแหละ คือจุดแข็งของเผ่าพันธุ์มนุษย์โฮโม เซเปียนส์

    แอดสรุปจากหนังสือได้ว่า ถ้าเราอยากเข้าใจพฤติกรรมหรือลักษณะความแตกต่างของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะในมนุษย์ มี 3 ไอเดียที่สำคัญ ดังนี้

    [1] Science การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม หรือยีนที่ถูกถ่ายทอดจากพ่อแม่ รวมทั้งบรรพรุษหลายชั่วรุ่น หรือฮอร์โมนต่างๆ ที่หลั่งออกมา ช่วยให้เราเข้าใจลักษณะทางชีววิทยาและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปได้

    ผู้ชายมักแสดงความจริงจังและขึงขังมากที่สุดเมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายของวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเพศชายอยู่ในระดับสูงสุด ส่งผลให้สัญชาตญาณในการแข่งขัน การแย่งชิง และการพยายามดึงดูดความสนใจจากเพศตรงข้ามเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

    ในธรรมชาติของมนุษย์ ช่วงเวลานี้คือสนามแห่งการแข่งขัน ผู้ชายจำนวนไม่น้อยจึงพยายามขโมยซีน โชว์ความสามารถ หรือแสดงความเป็นผู้นำในแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะจากผู้หญิง

    อย่างไรก็ตาม การแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความรุนแรงหรือพฤติกรรมก้าวร้าวเท่านั้น

    ศาสตราจารย์จิม แด็บส์ และเดวิด โรว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาได้ศึกษาและพบว่า วัยรุ่นชายที่มีฐานะดี มีการศึกษา หรือมีทักษะเฉพาะทาง มักหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยตรง เพราะพวกเขามีช่องทางอื่นที่ทำให้ตนเองดูโดดเด่นในสังคมได้อยู่แล้ว

    ในทางกลับกัน หากวัยรุ่นชายขาดช่องทางในการแสดงความสามารถหรือไม่มีพื้นที่ให้แสดงออก แรงขับทางชีวภาพนี้จะผลักดันให้พวกเขาเลือกใช้วิธีที่ง่ายกว่าในการสร้างตัวตน เช่น การแสดงความก้าวร้าว ความรุนแรง หรือพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ เพื่อให้ตัวเอง “ดูเท่” ในสายตาของผู้อื่น

    [2] History ถึงหนังสือเล่มนนี้จะอยู่ในหมดวิทยาศาสตร์ แต่ขณะเดียวกันการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ก็เปรียบเสมือนการนั่งไทม์แมชชีนกลับไปยังอดีต และช่วยให้เราเข้าใจเหตุผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้

    เผ่าพันธุ์มนุษย์เราใช้เวลากว่า 99.99% อาศัยในสิ่งแวดล้อมแบบยุคหิน ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้ป่า และสัตว์ดุร้ายมาตลอด

    ทำให้ร่างกาย ความคิด ทักษะของเราวิวัฒนาการเพื่อทำงานในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้

    ถึงแม้ผู้ชายและผู้หญิงจะเป็นสปีชีส์เดียวกัน แต่เราก็แบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน

    ผู้ชายจะเป็นฝ่ายออกล่าสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ต้องมีความกล้า ดังนั้นผู้ชายที่มีแนวโน้มจะชอบความเสี่ยงจึงถูกคัดเลือกมา

    เป็นเหตุผลว่าทำไมปัจจุบันในบางเรื่องอย่างเช่น การลงทุนในมือใหม่ ผู้ชายมักจะมีความมั่นใจเกิดขึ้นเร็ว พอมั่นใจก็จะรีบ All in ชอบเสี่ยงสูงๆ แน่นอนพอมีความมั่นใจที่ล้ำหน้าความรู้ไปเยอะแล้ว ก็มักจบด้วยพอร์ตแตกหรือขาดทุนไปหนัก

    แตกต่างจากผู้หญิงที่เริ่มศึกษาการลงทุนมักจะคอยระวังความเสี่ยงและไม่มั่นใจมากเท่าผู้ชาย (ผู้หญิงจึงมีแนวโน้มจะได้ผลตอบแทนในการลงทุนที่เหนือกว่าในช่วงเริ่มต้น)

    เนื่องจากผู้หญิง เป็นฝ่ายที่ลงทุนในการสร้างสารสืบพันธุ์มากกว่า ทำให้จึงสร้างได้น้อยกว่า ระมัดระวังในการใช้มากกว่า เลือกมากกว่าว่าจะลงทุนไปกับอสุจิของใคร

    “ฉันไม่ชอบลงทุนกับใครง่ายๆ อสุจิของใครอยากเจาะไข่ฉัน พิสูจน์ตัวเองก่อนว่าดีจริง!!!”

    [3] Diversity หรือว่าความหลากหลาย สิ่งนี้สำหรับแอดแล้วคือเสน่ห์ที่แท้จริงของโลกใบนี้ และเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและการยอมรับในความแตกต่างของมนุษย์ได้

    บนโลกของเรามีสิ่งมีชีวิตมากมายกว่าหลายล้านชนิด และในหมู่สัตว์สังคม ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์เอง ก็มีความหลากหลายในเรื่องเพศที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงอวัยวะเพศ แต่ยังรวมถึง”เพศทางสมอง” หรืออัตลักษณ์ทางเพศภายในจิตใจอีกด้วย

    ในวัฒนธรรมใดที่เปิดกว้างและยอมรับการมีอยู่ของเพศตรงกลาง หรือผู้ที่อยู่นอกเหนือจากกรอบเพศชายหญิงแบบดั้งเดิม คนในวัฒนธรรมนั้นก็จะกล้าแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

    การที่เรามองเห็น เพศตรงกลาง หรืออัตลักษณ์ทางเพศที่หลากหลายในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่ได้หมายความว่าสังคมกำลังเสื่อมถอยในด้านศีลธรรมอย่างที่บางคนอาจเข้าใจ แต่ในทางตรงกันข้าม มันคือภาพสะท้อนของสังคมที่เจริญแล้ว

    เพราะสังคมที่เราควรมุ่งหวังจะเติบโตไปด้วยกัน คือสังคมที่ไม่ตัดสินกันจากรูปลักษณ์ภายนอก ศาสนา หรือรสนิยมทางเพศ แต่เป็นสังคมที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนสามารถเลือกใช้ชีวิตในแบบที่พอใจ ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

    สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือสังคมที่ศิวิไลซ์อย่างแท้จริง

  • สรุปสองประเภทคน รอให้พร้อม หรือเริ่มให้มันพร้อม

    สรุปสองประเภทคน รอให้พร้อม หรือเริ่มให้มันพร้อม

    โลกของเรามีคนอยู่ 2 ประเภท นั่นคือ

    1. คนที่ต้องรอใครสักคน “อนุญาต” ก่อนจึงจะเริ่มลงมือทำ
    2. คนที่ “อนุญาตตัวเอง” ให้เริ่มทำในสิ่งที่อยากทำได้เลย

    บางคนมองหาแรงจูงใจจากภายใน

    ขณะที่บางคนรอให้มีปัจจัยภายนอกให้พร้อมก่อนจึงจะเริ่มลงมือ

    Jim Rohn เคยพูดไว้ว่า

    “If you don’t design your own life plan, chances are you’ll fall into someone else’s plan. And guess what they have planned for you? Not much.”

    ถ้าเราไม่เคยวางแผนชีวิตให้ตัวเองเลย

    สักวันนึงตัวเราก็อาจกลายเป็นแค่ตัวละครในแผนของคนอื่น

    เชื่อว่าทุกคนพอนึกออกจากการที่เราต้องคอยตั้งหน้าตั้งตาขยันทำงานทุกๆวัน

    แต่คำถามคืองานที่เราทำนั้น เป็นงานในฝันของตัวเราจริงๆ หรือเป็นฝันของเจ้านายกันแน่?

    หากมองกันตามความจริงแล้ว

    แอดกลับมองว่า การไขว่คว้าโอกาสด้วยตัวเองมีอะไรให้พูดถึงมากกว่ารอให้ใครสักคนหยิบยื่นมาให้

    บนโลกเรานี้ยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมายเลย ที่รอให้ใครสักคนเข้าไปเติมเต็ม

    บางครั้งมันอาจหมายถึงการมองให้ไกลกว่าแค่โต๊ะทำงาน หรือเพียงแค่กล้าข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง

    เชื่อว่าโอกาสทองเหล่านั้น กำลังรอคอยใครสักคนที่ “กล้าพอ” และ “เต็มใจ” ที่จะคว้ามันไว้

    แล้วถ้าเราเองก็รู้แบบนี้ แล้วทำไมจะไม่เป็นเราล่ะ ที่สมควรได้รับมัน?

    สุดท้ายคำถามก็ยังคงเดิม เราอยากเป็นคนแบบไหน?

    คนที่รอให้ใครมาอนุญาต

    หรือคนที่ “อนุญาตตัวเอง” ให้เริ่มต้นได้เลย

    เพราะความจริงคือ ทุกคนเลือกได้

    ขอแค่กล้าลอง แค่ก้าวแรกเท่านั้นเอง

  • สร้างระบบสู่ความสำเร็จตามฉบับของ Scott Adams

    สร้างระบบสู่ความสำเร็จตามฉบับของ Scott Adams

    ช่วงนี้แอดได้มีโอกาสอ่านหนังสือเกี่ยวกับทักษะความเป็น Generalist หนึ่งในนั้นคือ หนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big ของ Scott Adams

    Scott Adams เป็นนักวาดการ์ตูนและนักเขียนที่สร้าง Dilbert การ์ตูนสุดฮาที่สะท้อนชีวิตวัยทำงาน แม้เขาจะไม่ได้เก่งระดับโลกในด้านใดด้านหนึ่ง แต่การผสมผสานทักษะระดับกลางๆ อย่างการวาด การเขียน การทำธุรกิจ และอารมณ์ขัน ก็ทำให้เขาสร้างผลงานที่โด่งดังอย่าง การ์ตูน Dilbert ที่ถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กว่า 2,000 ฉบับทั่วโลก

    วันนี้เลยจะมาสรุป 6 ไอเดียสำคัญจากหนังสือ How to Fail at Almost Everything and Still Win Big ของ Scott Adams ที่เป็นเหมือนแผนที่นำทางของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีพรสวรรค์พิเศษะไร แต่ก็อยากประสบความสำเร็จเหมือนกัน

    1. โฟกัสที่ “ระบบ” มากกว่า “เป้าหมาย

    “If you do something every day, it’s a system. If you’re waiting to achieve it someday in the future, it’s a goal.”

    – Scott Adams

    แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะต้องสำเร็จภายในเวลาสั้นๆ ลองสร้างระบบที่ช่วยให้คุณพัฒนาไปเรื่อยๆ จะดีกว่า เพราะระบบที่ดีจะทำให้คุณก้าวหน้าโดยไม่ต้องพึ่งแรงฮึดเพียงชั่วคราว

    2. ดูแลพลังงานของตัวเองก่อน

    “The right amount of exercise today is whatever amount makes me look forward to being active tomorrow.” 
    – Scott Adams

    ร่างกายและจิตใจที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง การนอนหลับดี กินอาหารที่มีประโยชน์ และทำสิ่งที่ช่วยเติมพลังให้ตัวเอง จะทำให้คุณมีแรงทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

    3. เก่งหลายอย่าง ดีกว่าเก่งแค่อย่างเดียว

    “Every skill you acquire doubles your odds of success.”
    – Scott Adams

    รู้ให้กว้าง ดีกว่ารู้ลึกแค่เรื่องเดียว คุณอาจไม่ได้เป็นมือหนึ่งในสาขาสายงานนั้นๆ แต่ถ้าคุณมีทักษะหลายด้านที่นำมาผสมกันได้ เช่น การสื่อสาร การขาย และเทคโนโลยี คุณจะมีจุดแข็งที่ไม่เหมือนใคร

    คนที่มีทักษะหลายอย่างมักจะมีโอกาสมากกว่าคนที่เก่งแค่ด้านเดียว เพราะพวกเขาปรับตัวได้ และสามารถใช้ทักษะผสมกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีคุณค่า

    4. ล้มเหลวให้เป็น แล้วเดินหน้าต่อ

    “Always remember that failure is your friend. It is the raw material of success.”
    – Scott Adams

    ทุกความล้มเหลวคือบทเรียน คนที่ประสบความสำเร็จมักล้มเหลวมาหลายครั้ง แต่พวกเขาใช้มันเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อย่ากลัวที่จะลองอะไรใหม่ๆ เพราะนั่นคือทางลัดสู่ความสำเร็จ

    5. เปิดรับโชคและโอกาสใหม่ๆ

    “People who seem to have good luck are often the people who have a system that allows luck to find them.”
    – Scott Adams

    โลกนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จงพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่มีโอกาสและกล้าลองทำสิ่งใหม่ๆ บางครั้งโชคก็มาจากการที่คุณลงมือทำ มากกว่าการรอให้มันเกิดขึ้นเอง

    6. ความสุขคือเป้าหมายที่แท้จริง

    “Happiness has more to do with where you’re heading than where you are.”
    – Scott Adams

    สุดท้ายแล้ว สิ่งที่เราทำทั้งหมดก็เพื่อความสุข อย่ามัวแต่ไล่ล่าความสำเร็จจนลืมใช้ชีวิต การได้ทำในสิ่งที่รัก สนุกกับเส้นทางที่เดิน และมีชีวิตที่เติมเต็ม คือความสำเร็จที่แท้จริง

    อย่าคิดว่า “เมื่อสำเร็จแล้วจะมีความสุข” แต่ให้คิดว่า “ถ้าเรามีความสุขตอนนี้ เรากำลังเดินสู่ความสำเร็จแล้ว”

    How to Fail at Almost Everything and Still Win Big เป็นหนังสือที่แอดสามารถตกผลึกไอเดียได้ว่า ความสำเร็จไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่มาจากการดูแลตัวเอง ไม่ว่าจะล้มเหลวกี่ครั้ง ก็ขอให้คิดว่าจะสามารถกลับมาชนะได้เสมอ

    เริ่มต้นการสร้างนิสัยที่ดีให้กับตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แล้วความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ที่สำคัญอย่าลืมสนุกกับการเดินทาง เพราะบางครั้ง ความสำเร็จอาจไม่ได้อยู่ที่จุดหมายปลายทาง แต่อยู่ที่สิ่งที่เราได้เรียนรู้และเติบโตระหว่างทางนั่นเอง

  • ทำไมคนสำเร็จเลือกอ่านหนังสือ

    ทำไมคนสำเร็จเลือกอ่านหนังสือ

    Jim Rohn นักธุรกิจชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า

    “You are the average of the five people you spend most of your time with.”

    แปลตรงๆ ได้ว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คน ที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

    ถ้าคนรอบตัวเราเป็นคนขี้เกียจ ชอบเที่ยวปาร์ตี้ ไม่ใส่ใจสุขภาพ มีโอกาสสูงที่เราจะซึมซับนิสัยเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

    แต่ในทางกลับกัน หากเราอยู่ท่ามกลางคนที่รักการพัฒนาตัวเอง ชอบออกกำลังกาย และใส่ใจการใช้ชีวิต เราก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นคนแบบนั้นไปด้วย

    มนุษย์ในฐานะ Homo Sapiens เป็นสิ่งมีชีวิตที่เรียนรู้ผ่านการลอกเลียนแบบ เราซึมซับพฤติกรรมและความคิดจากคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมและประเพณีในสังคมมนุษย์

    ผู้คนในสังคมเดียวกันจึงมักปรับพฤติกรรมและทัศนคติตามสิ่งแวดล้อมรอบข้าง

    นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมคนที่ประสบความสำเร็จมักมีที่ปรึกษาหรือเพื่อนร่วมทางที่ยอดเยี่ยมคอยผลักดันและชี้นำพวกเขาด้วยเช่นกัน

    มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก มี สตีฟ จ็อบส์ ที่ช่วยแนะนำเรื่องการทำธุรกิจสตาร์ทอัพช่วงเริ่มแรก ก่อนที่จะได้แนวคิดและประสบการณ์สร้างบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่าง Facebook ได้สำเร็จ

    บิล เกตส์ ก็มี วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและการบริหารจัดการชีวิตให้กับ

    เช่นเดียวกับ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหาตมา คานธี ในการต่อสู้เพื่อความเสมอภาคโดยใช้สันติวิธี

    เห็นได้ชัดว่า คนที่ประสบความสำเร็จมักมีบุคคลต้นแบบที่ช่วยถ่ายทอดแนวคิดและนิสัยที่พาไปสู่ความสำเร็จได้

    แต่ถ้ารู้สึกว่า “ตัวเราไม่ได้รู้จักใครที่ประสบความสำเร็จขนาดนั้นหรอก”

    ตรงนี้เองที่ประโยชน์ของการอ่านหนังสือเข้ามามีบทบาทสำคัญ

    หนังสือเป็นเสมือนตัวแทนของคำพูด แนวคิด ทัศนคติ คำแนะนำ และแม้แต่ประสบการณ์ของอีกคนหนึ่ง ที่ถูกรวบรวมไว้ในรูปแบบตัวหนังสือ พกพาได้สะดวก และพร้อมให้อ่านได้ตลอดเวลา

    “A book is a gift you can open again and again.”
    — Garrison Keillor

    มีคนรวยที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเองถึง 85% ส่วนอีก 15% รวยมาจากการรับมรดก

    ซึ่งคนที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวเอง ส่วนใหญ่พูดเหมือนกันว่า พวกเขาอ่านหนังสืออย่างน้อย 2 เล่มต่อเดือน

    ประโยชน์ที่แท้จริงของการอ่านหนังสือคือ เราสามารถเลือกใครก็ได้ที่ต้องการ เพิ่มเข้าในกลุ่มสังคมคนรอบตัวเรา ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อการเลือกคนที่เราอยากจะเป็น

    มีหนังสือหลายเล่มที่เขียน โดยผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในสาขาต่างๆ

    ความคิด ทัศนคติ และคำพูดของพวกเขาต่างมีพร้อมอยู่แล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจะเปิดอ่านมันไหม

    หากเราอยากไปปฏิบัติธรรมร่วมกับคานธี พูดคุยเรื่องการเมืองกับมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

    หรือแม้แต่ขอคำแนะนำทางธุรกิจจากวอร์เรน บัฟเฟตต์

    สิ่งที่เราต้องทำคือ ใช้เวลาและความตั้งใจไปกับการอ่านคำพูดของพวกเขา แล้วเราจะได้เห็นโลกและวิธีคิดของพวกเขาได้ผ่านตัวหนังสือ

    “Reading is the gateway skill that make all other learning possible.”
    — Barack Obama

    คิดดูสิว่า เรากำลังได้เพิ่มเพื่อนใหม่ เข้ามาในกลุ่มเพื่อนของเรา

    เพื่อนที่น่าจะอายุมากกว่า และฉลาดกว่า แถมยังประสบความสำเร็จมากกว่าอีกด้วย

    และเมื่อเราทำแบบนั้นแล้ว เชื่อว่าเราจะเริ่มยอมรับทัศนคติและนิสัยบางอย่างของพวกเขา

    เพราะนั่นคือสิ่งที่เราทำในฐานะมนุษย์ เราต่างก็ลอกเลียนแบบซึ่งกันและกัน

    ยิ่งเรามีความรู้มากขึ้นเท่าใด เราก็จะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับความท้าทายใดๆ ก็ตามที่อาจต้องพบเจอ

    ไม่ว่าชีวิตจะพบเจอสถานการณ์เลวร้ายแค่ไหน แม้เราอาจสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป

    แต่จำไว้ว่า ไม่มีใครพรากความรู้และความคิดไปจากเราได้

    “It is not about the book,
    It is about the Idea.”

    เราไม่ได้เห็นหนังสือเป็นเพียงแค่หนังสือ แต่เห็นเป็นไอเดีย

    และไอเดียเดียว อาจเปลี่ยนมุมมองชีวิตเราได้ไปตลอดกาล

    ลองเริ่มหยิบหนังสือมาอ่านให้ได้ทุกๆวัน เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้ เริ่มต้นจากการอ่าน

  • ทำไมการเลือกจึงสำคัญต่อชีวิตคุณ

    ทำไมการเลือกจึงสำคัญต่อชีวิตคุณ

    ชีวิตคือการเลือก

    ชีวิตของเราไม่ได้เกิดขึ้นแบบบังเอิญ ทุกอย่างมันมาจากการเลือกของเราทั้งนั้น

    สตีฟ จ็อบส์ เคยเล่าว่า เขาได้ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยหลังเริ่มเรียนได้เพียงแค่ครึ่งปี แต่การตัดสินใจลาออกของสตีฟ จ็อบส์ ทำให้เขามีอิสระในการเลือกเรียนในวิชาที่เขาสนใจ หนึ่งในวิชาที่เขาเลือกเรียนคือ วิชาคัดลายมือ

    โดยที่ตอนนั้นเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไมหรือมีประโยชน์อย่างไรในอนาคต แต่อีก 10 ปีต่อมา เมื่อเขาเริ่มคิดค้นพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เขาได้นำความรู้ด้านการคัดลายมือมาใช้ในการออกแบบฟอนต์และระบบตัวอักษรที่โดดเด่นจากคอมพิวเตอร์อื่นๆ ในยุคนั้น ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในจุดขายของเครื่อง Mac และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการคอมพิวเตอร์ตั้งแต่นั้นมา

    “You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future“. — Steve Jobs

    “คุณไม่สามารถเชื่อมโยงจุดต่างๆ โดยมองไปข้างหน้าได้ แต่คุณสามารถเชื่อมโยงมันได้ก็ต่อเมื่อหันกลับไปมองอดีตที่ผ่านมา ดังนั้น คุณจึงต้องเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งจุดเหล่านั้นจะเชื่อมต่อกันในอนาคต“

    ซึ่งจุดที่ว่าก็คือประสบการณ์ที่เราได้เลือกและตัดสินใจให้กลายเป็นตัวเราในทุกวันนี้นี่แหละ

    หลายครั้งเราอาจกังวลว่าจะต้องเสียใจกับการเลือกของตัวเอง เพราะเชื่อว่าจะต้องมีตัวเลือกที่ถูกต้อง และเรากลัวว่าจะเลือกผิด

    แต่แท้จริงแล้ว ไม่มีทางเลือกไหนที่ถูกหรือผิดทั้งหมด

    สิ่งที่เดียวที่รู้คือ เมื่อเราได้ตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกทางแบบไหน ที่นั่นก็จะมีบางอย่างให้เราได้รู้สึกรัก และจะมีบางอย่างให้เราได้รู้สึกกลัวกลัวเสมอ

    สิ่งเดียวที่คุณจะต้องเสียใจก็คือ การไม่กล้าตัดสินใจทำเพื่อตัวเองต่างหาก

    “สงสารตัวเองในอดีต รักตัวเองในอนาคต” — CKfastwork

    คนเรามักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง จนกว่าความเจ็บปวดจากการอยู่ที่เดิม จะมากกว่าความเจ็บปวดจากการเปลี่ยนแปลง

    ชีวิตเรามีสองทาง จะเลือกสบายตอนนี้แล้วไปลำบากทีหลัง หรือจะเลือกเหนื่อยตอนนี้เพื่อสบายในอนาคต

    ทุกเช้า เราเลือกได้ว่าจะนอนไถมือถือ เล่นโซเซียล หรือเลือกที่จะลุกไปออกกำลังกาย ซึ่งก็ต้องแลกกับความเหนื่อย ความลำบาก แต่สุดท้ายร่างกายที่แข็งแรงก็คือของขวัญที่เราจะได้

    เหมือนกันเลยกับการพัฒนาตัวเอง ฝึกทักษะใหม่ๆ หรือเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แรกๆมันย่อมยากอยู่แล้ว แต่ผลลัพธ์จะเปลี่ยนชีวิตคุณไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

    อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง

    สิ่งสำคัญคือ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง อย่ากลัวที่จะเริ่มใหม่ และอย่ากลัวที่จะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม

    ชีวิตเรามันสั้นเกินกว่าจะใช้เวลาไปกับความกลัว ลองเลือกสิ่งที่ท้าทายตัวเองดูสักครั้ง แล้วคุณอาจจะได้เจอเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง

    ชีวิตคือการเลือก และการเลือกในวันนี้จะเป็นสิ่งที่กำหนดว่าเราจะกลายเป็นใครในวันพรุ่งนี้

    อย่าลืมว่า เราเป็นคนเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเอง และอย่าปล่อยให้ใครมาเขียนแทน

  • เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในยุคของ Generalist โดย Dan Koe

    เคล็ดลับสู่ความสำเร็จในยุคของ Generalist โดย Dan Koe

    Dan Koe เป็นนักเขียนและครีเอเตอร์ที่สอนเรื่อง Personal branding และ digital business ที่มีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางมากกว่า 3 ล้านคน (IG 1.6M + Youtube 961K + X 507K + TikTok 362K)

    แล้วแอดได้มีโอกาสเข้าไปฟังบนช่อง Youtube ของเขาในหัวข้อคลิป The Age Of The Generalist (How To Earn A Living Doing What You Enjoy) แล้วรู้สึกได้ตกผลึกของแนวคิดการใช้ชีวิตแบบ Generalist

    Generalist

    Generalist คือ คนที่มีทักษะและความรู้หลากหลายด้าน แทนที่จะเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนแบบ Generalist มีความสามารถในการปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และทำงานข้ามสายงานได้ดี ตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการ หรือนักสร้างคอนเทนต์ ที่ต้องใช้ความรู้หรือทักษะหลายแขนงมาประกอบกันในการทำงาน

    “The Internet has decentralized wealth generation”.

    Dan Koe

    Dan บอกว่าตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ยุคของ Second Renaissance หรือ Generalists thrive in the creator economy หมายถึง คนที่เป็น Generalist มีโอกาสจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า ในยุคที่ใครๆ ก็ใช้อินเตอร์เน็ตหรือ “creator economy”

    เพราะในยุคนี้การสร้างคอนเทนต์หรือการแสดงความสามารถของตัวเองในหลายๆ ด้าน เช่น เขียนบล็อก ทำวิดีโอ การออกแบบ สามารถสร้างโอกาสและสร้างรายได้ได้หลากหลายช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องเก่งเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งเหมือนแนวคิดเดิมๆ ที่ระบบการศึกษาเคยปลูกฝังเราเอาไว้

    “We are in the middle of a spiritual war of beliefs”.

    Dan Koe

    เรามักถูกบ่มเพาะผ่านความเชื่อเก่าๆ ว่าถ้าเรียนจบวิชาเอกไหนมา ก็จะทำงานได้เฉพาะในศาสตร์นั้นๆ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องผิด แต่ค่อนข้างเป็นการจำกัดความสามารถตัวเองและเป็นความคิดที่ค่อนข้างล้าหลังไปสักหน่อย

    นักศึกษาที่เรียนคณะนิเทศศาสตร์ ภาควิชาสารสนเทศ ไม่ใช่ว่าจะสามารถเป็นนักข่าวได้ทุกคน ไม่แน่ว่านักศึกษาที่เรียนจบคณะเภสัชศาสตร์ ก็อาจเป็นนักข่าวหรือนักเขียนก็ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คุณเคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO และบรรณาธิการสำนักข่าว The Standard

    เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ CEO และบรรณาธิการสำนักข่าว The Standard

    คุณเคนได้เรียนจบ เภสัชศาสตร์ มศว. และเริ่มต้นอาชีพเป็นเซลล์ขายยา มีรายได้หลักแสนต่อเดือน แต่ถึงจุดหนึ่งเขารู้สึกว่าไม่ใช่เป็นงานที่ชอบ จนตัดสินใจลาออกมาทำงานด้านสื่อสารมวลชน ในวัย 25 ปี พูดอีกอย่างก็คือ เขาเป็นคนที่เรียนจบมา ทำงานไม่ตรงสาย

    เพราะชีวิต คือการทดลอง แม้จะไม่ได้เรียนด้านสื่อโดยตรง แต่เขาอาศัย แนวคิดความเป็น Generalist นำทักษะที่มีจากหลากหลายประสบการณ์มาสร้างความได้เปรียบ

    • ทักษะจากการเรียนสายวิทย์ → ช่วยให้เขาเป็นคนที่ชอบสังเกตและตั้งคำถาม
    • ทักษะการขายจากงานเซลล์ → ทำให้เขารู้จักการสื่อสารและโน้มน้าวใจ
    • ประสบการณ์กิจกรรมสมัยเรียน → ช่วยให้เขาฝึกการเขียนและการเล่าเรื่อง

    แม้ช่วงแรกเขาจะกังวลเรื่องทักษะที่อาจน้อยกว่าคนในวงการ แต่ด้วยการนำทักษะหลายๆ ด้านมาประกอบกัน พร้อมกับใส่แรงความทุ่มเทลงไป ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้เขาสร้าง The Standard ให้เป็นสื่อที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน

    ระบบการศึกษาของเราแต่เดิมถูกออกแบบมาเพื่อผลิตแรงงานในโรงงานหรือพนักงานออฟฟิศ ซึ่งสมเหตุสมผลในยุคอุตสาหกรรม แต่เวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนแปลงไป และเราก็ไม่ได้อยู่ในยุคอุตสาหกรรมอีกต่อไปแล้ว

    Skill + Internet + AI = The New Wealth

    AdToy DataRockie

    The Age Of The Generalist

    Dan เชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นผู้ประกอบการได้ เพราะในโลกของยุคดิจิทัลนี้ ทุกคนมีพลังในการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง โดยไม่ต้องรอให้ใครมากำหนดเส้นทางให้ อินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราศึกษา เรียนรู้ และพัฒนาทักษะได้อย่างไร้ขีดจำกัด โลกไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบการศึกษาแบบเดิมหรือเส้นทางอาชีพที่ตายตัวอีกต่อไป

    • ถ้าคุณมีไอเดีย—ลงมือทำ
    • ถ้าคุณมีความสามารถ—แสดงมันออกมา
    • ถ้าคุณได้รับบางสิ่ง—ส่งคืนกลับให้แก่สังคม

    “The world’s best niche is you”.

    Dan Koe

    การนำเสนอความเป็นตัวตน ทักษะ และความสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณ จะช่วยให้คุณโดดเด่นกว่าใครๆ ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

    การเป็น Generalist ไม่ได้หมายความว่าคุณไม่มีจุดแข็ง แต่คือการใช้ความหลากหลายของทักษะที่คุณมีในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ผ่านการสร้างจุดที่เชื่อมต่อกัน หรือที่รู้จักกันว่า Connect the dots.

    “You can’t connect the dots looking forward; you can only connect them looking backwards. So you have to trust that the dots will somehow connect in your future”.

    Steve Jobs

    Steve Jobs ได้พูดถึงคำว่า “Connect the dots” นี้ไว้ในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford ว่าการเรียนรู้หรือการได้มีประสบการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เปรียบเสมือน “จุด” หนึ่งจุด

    และความสำเร็จในชีวิตมักมาจากการ “เชื่อมโยงจุด” ต่างๆ เหล่านั้นเข้าด้วยกันแล้วสามารถ สร้างสรรค์สิ่งที่มีคุณค่าขึ้นมาได้สำเร็จ

    Steve Jobs ขณะกำลังกล่าว Speech ในงาน Stanford graduates ที่มา L.A. Cicero

    นอกจากนี้ คำว่า “Connect the dots” ที่ Steve Jobs กล่าวถึงในพิธีจบการศึกษาของมหาวิทยาลัย Stanford ช่วยให้สรุปออกมาได้ 4 ข้อด้วยกันคือ

    1. มองย้อนกลับไปเพื่อเข้าใจปัจจุบัน: Steve Jobs กล่าวว่า การมองย้อนกลับไปในชีวิต จะทำให้เราเห็นภาพรวมของการเชื่อมโยงจุดต่างๆ ซึ่งบางครั้งเราไม่สามารถเห็นภาพทั้งหมดได้ในช่วงเวลานั้นๆ แต่เมื่อเรามองย้อนกลับไป จุดต่างๆ ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันก็อาจเชื่อมโยงกันได้อย่างมีความหมายได้ในภายหลัง
    2. เชื่อในตัวเองและการตัดสินใจ: เขาพูดถึงการเลือกเส้นทางในชีวิตโดยไม่ต้องกลัวความผิดพลาด เพราะเราไม่สามารถเห็นเส้นทางทั้งหมดได้ในตอนเริ่มต้น แต่สิ่งสำคัญคือการเชื่อในตัวเองและเลือกที่จะลงมือทำ
    3. การไม่ท้อถอยเมื่อเผชิญกับอุปสรรค: แม้ว่าการเชื่อมโยงจุดต่างๆ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องยากหรือมักจะล้มเหลวในช่วงแรกๆ แต่ความสำเร็จในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ จากความพยายามและความเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
    4. การมีความรักในสิ่งที่ทำ: Steve Jobs เน้นว่า การรักในสิ่งที่เราทำจะช่วยให้เราเดินต่อไปได้ แม้จะมีอุปสรรคที่ต้องเผชิญอยู่เสมอ เพราะการเชื่อมโยงจุดต่างๆ จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราทำสิ่งนั้นด้วยความตั้งใจและความหลงใหลในสิ่งนั้นๆ

    ใช่ครับ จุดหนึ่งจุดก็คือ “เวลาแต่ละวินาทีในตอนนี้” ซึ่งเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องราวชีวิตของเรา เรียกได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตเราก็คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในวินาทีนี้

    โดยสรุป การเป็น Generalist ไม่ใช่แค่การรู้หลายๆ เรื่อง แต่คือการรู้วิธีเชื่อมโยงทุกทักษะที่มีเข้าด้วยกัน เพราะบางครั้ง ความสำเร็จไม่ได้มาจากการเชี่ยวชาญในหนึ่งเรื่อง แต่คือการเข้าใจในหลายมุมมองและการปรับตัวให้เหมาะสมกับทุกโอกาสที่เข้ามา

  • 10 ข้อคิดจากหนังสือ “เจ้าชายน้อย” หนังสือเด็กที่สะท้อนหัวใจผู้ใหญ่

    10 ข้อคิดจากหนังสือ “เจ้าชายน้อย” หนังสือเด็กที่สะท้อนหัวใจผู้ใหญ่

    “เจ้าชายน้อย” อาจเป็นเพียงหนังสือเด็กในสายตาหลายคน แต่ความจริงแล้ว มันคือกระจกสะท้อนความจริงของชีวิตที่ผู้ใหญ่มักมองข้าม เรื่องราวของเด็กน้อยจากดาวดวงเล็กๆ ที่เดินทางผ่านดาวต่างๆ เพื่อเรียนรู้โลก กลับกลายเป็นบทเรียนที่ทำให้เราต้องย้อนถามตัวเอง เรายังมองโลกด้วยหัวใจอยู่หรือไม่?

    เมื่อโตขึ้น หลายคนปล่อยให้ความฝันจางหายไป ไล่ตามตัวเลข ความสำเร็จ และความคาดหวังของสังคม จนลืมความสุขเรียบง่ายที่เคยมี หนังสือเจ้าชายน้อย เขียนโดย อ็องตวน เดอ แซ็งแตกซูว์เปรี ได้เตือนให้เรากลับมามองเห็นสิ่งสำคัญอีกครั้ง ผ่าน 10 ข้อคิดเหล่านี้…

    1. “สิ่งสำคัญไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา”
      บ่อยครั้งเรามักจะหลงใหลในสิ่งที่จับต้องได้ จนลืมไปว่าความรัก ความผูกพัน และความหมายของชีวิตล้วนเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพียงแค่ตาเห็น
    2. “ผู้ใหญ่ชอบตัวเลข แต่เด็กชอบความฝัน”
      เมื่อโตขึ้น เราอาจเผลอใช้ตัวเลขตัดสินทุกอย่าง เงิน งาน ความสำเร็จ จนลืมไปว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้ถูกวัดด้วยตัวเลข แต่อยู่ที่เรามีชีวิตที่เต็มไปด้วยความหมายหรือไม่
    3. “เราเป็นเจ้าของในสิ่งที่เราทุ่มเทให้”
      ความรักและความสัมพันธ์ต้องอาศัยเวลาและความใส่ใจ เราไม่ได้เป็นเจ้าของสิ่งใดเพียงเพราะครอบครองมัน แต่เป็นเพราะเราดูแลมันด้วยความใส่ใจ เช่นเดียวกับที่เจ้าชายน้อยรักและดูแลดอกกุหลาบของเขา
    4. “อย่าตัดสินอะไรเพียงแค่ภายนอก”
      โลกนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ดูธรรมดา แต่มีความหมายลึกซึ้งสำหรับใครบางคน ทุกสิ่งมีเรื่องราวเบื้องหลัง เราจึงควรมองให้ลึกกว่าที่ตาเห็น
    5. “อย่าปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับความจำเจ”
      หลายคนใช้ชีวิตไปวันๆ ทำงาน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่แทบไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร ลองหยุดตั้งคำถาม อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราตื่นเต้นและอยากลุกขึ้นมาใช้ชีวิตในทุกๆวัน?
    6. “ความรักคือความรับผิดชอบ”
      เมื่อเราผูกพันกับใคร เราไม่ได้เป็นเจ้าของเขา แต่เราควรมีความรับผิดชอบต่อเขา ความรักไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่เป็นการกระทำที่พิสูจน์ว่าเราห่วงใยและดูแลกันจริงๆ
    7. “คำถามสำคัญกว่าคำตอบ”
      เด็กๆมักตั้งคำถามว่า “ทำไม?” แต่เมื่อโตขึ้น เรากลับละเลยคำถามเหล่านั้น ทั้งที่บางที คำถามง่ายๆ อาจทำให้เราเข้าใจชีวิตมากกว่าคำตอบที่ถูกต้องเสียอีก
    8. “ทุกคนต่างมีความเหงาอยู่ในใจ”
      ไม่ว่าเราจะมีผู้คนรายล้อมแค่ไหน ความเหงาก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่มันทำให้เรารู้คุณค่าของมิตรภาพ ความรัก และช่วงเวลาที่มีความหมาย
    9. “การเดินทางคือการค้นพบตัวเอง”
      เจ้าชายน้อยออกเดินทางไปหลายดวงดาว และในท้ายที่สุด เขาค้นพบว่าความสุขของเขาอยู่ที่ไหน เช่นเดียวกับเรา บางครั้งเราต้องออกจากพื้นที่เดิมๆ เพื่อค้นหาคำตอบของชีวิต
    10. “เมื่อรักใคร เราจะเห็นเขาในแบบที่คนอื่นไม่เห็น”
      คนที่เรารักอาจดูธรรมดาในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเรา พวกเขามีค่ามากที่สุด เพราะความรักทำให้เรามองเห็นในสิ่งที่หัวใจเข้าใจ

    หนังสือ เจ้าชายน้อย ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าสำหรับเด็ก แต่เป็นกระจกสะท้อนให้เรากลับมามองชีวิตด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ยิ่งเราใช้ชีวิตมากขึ้น ยิ่งเผชิญความซับซ้อนของโลกมากขึ้น เราจะยิ่งเข้าใจว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้ซับซ้อนเลย มันซ่อนอยู่ในสิ่งเล็กๆ ที่เรามักมองข้าม อย่างความรัก ความฝัน มิตรภาพ และหัวใจที่ยังมองโลกด้วยความใสซื่อเสมอ

  • 6 เทคนิคสร้างความมั่นใจในตัวเอง

    6 เทคนิคสร้างความมั่นใจในตัวเอง

    คุณเคยรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองไหม? อยากออกความคิดเห็นในที่ประชุมแต่กลับเลือกที่จะเงียบ หรืออยากเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ แต่ความกลัวทำให้เลือกที่จะถอยออกมา? ถ้าคุณเคยรู้สึกแบบนี้ คุณไม่ได้อยู่คนเดียว Emily Jaenson ก็เคยผ่านจุดนั้นมาเช่นกัน

    จากคนไม่มั่นใจ สู่ผู้นำในวงการกีฬา

    Emily เคยเป็นคนที่ไม่มั่นใจ ไม่กล้าแสดงออก และคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ แต่เมื่อเธอถามตัวเองว่า “ฉันเป็นใคร” และ “ฉันอยากเป็นคนแบบไหน” คำตอบของเธอก็ชัดเจน เธออยากเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีบทบาทในวงการกีฬา หลังจากใช้เวลาหลายปีในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอกลายเป็นผู้จัดการหญิงคนแรกของทีมเบสบอลระดับ Triple-A ในรอบเกือบ 20 ปี และเป็นเจ้าของพอดแคสต์ Leadership is Female ที่สัมภาษณ์ผู้นำหญิงในแวดวงกีฬามาหลายต่อหลายคน

    เธอค้นพบว่า “ความมั่นใจไม่ได้เป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นได้” ใน TEDxTalk ของเธอที่มียอดดูมากกว่า 4 ล้านวิว Emily ได้มาแชร์ 6 เทคนิคที่ช่วยให้เธอสร้างความมั่นใจ:

    6 เทคนิคสร้างความมั่นใจ

    1. นับสาม สอง หนึ่ง แล้วลงมือทำ
      หลายครั้งที่โอกาสมาถึง เรามักลังเลเพราะคิดว่าตัวเองยังไม่พร้อม แต่ความมั่นใจเกิดขึ้นเมื่อเราตัดสินใจลงมือทำก่อนที่ความกลัวจะหยุดเรา เทคนิคที่ Emily ใช้คือการนับ “3-2-1 ไป!” เพราะในเสี้ยววินาทีที่นับถอยหลัง เรามีเวลาน้อยเกินกว่าจะให้ความกลัวเข้ามาควบคุมตัวเรา ลองใช้วิธีนี้เมื่อลังเลที่จะยกมือเสนอไอเดียในที่ประชุม หรือเมื่อรู้สึกไม่แน่ใจว่าจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งดีหรือไม่ แล้วดูว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร
    2. ให้ความกล้ากับตัวเองแค่ 20 วินาที
      หลายครั้งความกลัวของเราจะมีมากที่สุดในช่วงแรกของการเผชิญหน้ากับมัน แต่ถ้าเราสามารถอดทนและฝ่ามันไปได้ภายใน 20 วินาทีแรก เราจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด Emily ใช้วิธีนี้ตอนที่เธอจะอัปโหลดพอดแคสต์แรกของเธอ เธอรู้สึกไม่มั่นใจ กลัวว่าคนจะไม่ชอบหรือถูกวิจารณ์ แต่เธอให้ตัวเอง 20 วินาทีในความกล้าหาญ และกดปุ่มอัปโหลด ผลลัพธ์คือพอดแคสต์ของเธอได้รับการตอบรับที่ดี และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นอีกมากมาย วิธีนี้สามารถใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่น เวลาที่ต้องพูดในที่สาธารณะ หรือแม้แต่การเริ่มต้นสนทนากับคนแปลกหน้า
    3. เพียงแค่เดินไปนั่งที่โต๊ะ
      ในโลกของการทำงาน มีหลายครั้งที่เรามีโอกาสเข้าร่วมบทสนทนากับคนอื่นๆ แต่เรากลับเลือกที่จะถอยออกมาเพราะรู้สึกว่าไม่คู่ควร ในห้องประชุมใหญ่ Emily เคยสังเกตเห็นว่าหลายคนมักเลือกที่จะนั่งหรือยืนอยู่ในมุมที่ไม่ถูกสังเกต แต่เธอเชื่อว่าถ้าคุณอยากได้รับโอกาส คุณต้องกล้าที่จะก้าวเข้าไปมีส่วนร่วม การเดินไปนั่งที่โต๊ะคือสัญลักษณ์ของการให้คุณค่าแก่ตัวเองและเปิดโอกาสให้ตัวเองมีส่วนร่วมมากขึ้น
    4. แสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น
      เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ บางครั้งเราอาจเผลอเปรียบเทียบตัวเอง แต่ Emily เชื่อว่าคนที่มั่นใจจริง ๆ จะยินดีกับผู้อื่น เพราะการสนับสนุนกันและกันจะสร้างเครือข่ายที่ดี ซึ่งในที่สุดจะช่วยให้เราประสบความสำเร็จไปด้วยกัน ลองฝึกนิสัยในการชื่นชมผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ครอบครัว หรือแม้แต่คนที่คุณไม่รู้จักโดยตรง การส่งเสริมกันและกันจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นและเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง
    5. ใช้ความสำเร็จในอดีตเป็นแรงผลักดัน
      หลายครั้งที่เรารู้สึกไม่มั่นใจ เป็นเพราะเรามองข้ามสิ่งที่ตัวเองเคยทำได้ดีไป ลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานว่าคุณมีความสามารถ และถ้าคุณเคยทำบางอย่างได้ดีมาก่อน คุณก็สามารถทำสิ่งใหม่ ๆ ได้ดีเช่นกัน
    6. เฉลิมฉลองทุกความสำเร็จ
      เราอาจมุ่งมั่นกับเป้าหมายจนลืมให้คุณค่ากับสิ่งที่เราทำสำเร็จ Emily แนะนำให้จดบันทึกความสำเร็จในแต่ละวัน หรือให้รางวัลตัวเองเล็กๆน้อยๆ เมื่อบรรลุเป้าหมาย วิธีนี้ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจและทำให้เห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลากับตัวเองในการพักผ่อน การออกไปทานอาหารที่ชอบ หรือแม้แต่การกล่าวคำชื่นชมตัวเอง การให้คุณค่ากับตัวเองเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นใจ

    สร้างความมั่นใจไปทีละก้าว

    ความมั่นใจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน ทุกคนสามารถสร้างความมั่นใจให้ตัวเองได้ เริ่มต้นด้วยการลงมือทำทีละก้าว แล้วคุณจะพบว่าตัวเองสามารถก้าวไปไกลกว่าที่เคยคิดไว้

    “จงกล้าที่จะก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง เพราะอนาคตเป็นของคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองสามารถทำได้ “

  • เพื่อให้ตัวเราในวัยเด็กภูมิใจ เราต้องกล้าที่จะฝันและทำมันให้สำเร็จ

    เพื่อให้ตัวเราในวัยเด็กภูมิใจ เราต้องกล้าที่จะฝันและทำมันให้สำเร็จ

    โตขึ้นอยากเป็นอะไร?

    เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็ก คำถามที่มักได้ยินเสมอคือ “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?” หลายคนตอบอย่างมั่นใจว่าอยากเป็นหมอ วิศวกร นักบิน นักวิทยาศาสตร์ หรือศิลปินชื่อดัง และเราในวัยเด็กก็มักจะเชื่อมั่นว่า เมื่อโตขึ้น ทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ฝันไว้

    แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความจริงของชีวิตกลับไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เพราะได้เข้าใจว่าชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน อุปสรรคที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดอาจทำให้เส้นทางเปลี่ยนไป หรือบางครั้ง เมื่อเราเติบโตขึ้น เราอาจค้นพบว่า สิ่งที่เคยฝันไว้อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการจริงๆ อีกต่อไป

    เราทุกคนมีเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน เราเติบโตขึ้นมาภายใต้ประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน บางคนยังคงค้นหาตัวเอง บางคนรู้สึกหลงทาง และบางคนอาจกำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่แน่ใจว่าถูกต้องหรือไม่

    แต่แม้ชีวิตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราก็ยังสามารถมีความฝันและก้าวต่อไปได้เสมอ เราอาจไปถึงเป้าหมายช้ากว่าคนอื่น แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันไปถึง เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ว่า ใครไปถึงก่อนใคร แต่ขึ้นอยู่กับว่า ใครไม่ล้มเลิกและไม่ยอมแพ้ไปก่อนต่างหาก

    เราไม่มีทางรู้เลยว่าต้องพยายามอีกกี่ครั้งถึงจะไปถึงจุดหมาย แต่ใครจะไปรู้ บางทีความสำเร็จอาจอยู่ใกล้แค่เพียงอีกก้าวๆ เดียวก็ได้

    จงเชื่อมั่นในตัวเอง ก้าวไปข้างหน้า และอย่าหยุดไล่ตามความฝัน อุปสรรคอาจทำให้เราช้าลง แต่ตราบใดที่เรายังไม่หยุดเดิน ไม่มีอะไรพรากความสำเร็จไปจากเราได้ ทุกย่างก้าวที่ลงมือทำในวันนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้เราไปถึงจุดหมายในวันข้างหน้า

    และเมื่อวันนั้นมาถึง ลองหันกลับไปมองตัวเองในวัยเด็กอีกครั้ง เด็กคนนั้นที่เคยฝันอย่างไร้ขีดจำกัดที่เคยเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เขาจะต้องภูมิใจในตัวคุณที่ไม่เคยหยุดเดินตามหาความฝันของเขา…และของคุณเองในวันนี้

  • ทำไมเวลาคือทรัพยากรที่มีค่าสำหรับชีวิต

    ทำไมเวลาคือทรัพยากรที่มีค่าสำหรับชีวิต

    เราทุกคนต่างมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมง

    ในชีวิตของเรามีหลายสิ่งที่เรามักให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความสัมพันธ์ หน้าที่การงาน หรือแม้แต่ทรัพย์สินเงินทอง แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่มีค่ามากที่สุดกลับไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ แต่เป็น ‘เวลา‘

    ทำไมเวลาถึงสำคัญกว่าสิ่งอื่น? คำตอบนั้นง่ายมาก เพราะทุกสิ่งที่เราทำล้วนขึ้นอยู่กับ เวลา

    หากเราต้องการสนิทสนมหรือมีความใกล้ชิดกับใครสักคน ความสัมพันธ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนสองคนใช้เวลารู้จักและเรียนรู้กันและกันเป็นเวลานาน เพื่อสร้างความรักและความไว้วางใจ

    หากเราต้องการมีสุขภาพที่ดี ก็ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการออกกำลังกายหรือกินอาหารที่ดี

    และหากเราต้องการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน การลงทุนมักจะต้องใช้เวลาหลายปีหรือหลาย 10 ปีในการสร้างผลตอบแทนและความมั่นคง

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับเวลา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เวลาคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา แต่ปัญหาก็คือ เรามักใช้ทรัพยากรนี้อย่างสิ้นเปลือง

    เราทุกคนมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน แต่ทำไมบางคนสามารถสร้างธุรกิจมูลค่าพันล้านที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ ในขณะที่บางคนกลับติดอยู่ในงานที่ไม่มีความสุขและไม่อยากไปทำ ทั้งที่ทั้งสองคนมีเวลาเท่า ๆ กัน คำตอบคืออยู่ที่วิธีที่แต่ละคนเลือกใช้เวลาอันเป็นทรัพยากรอันมีค่านี้อย่างไร

    หากคุณมีเป้าหมายและมีความฝัน แต่สงสัยว่าทำไมปีแล้วปีเล่าถึงยังไปไม่ถึงสิ่งที่ต้องการสักที อาจมีหลายปัจจัยและหลายเหตุผลที่เป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่คุณควรคิดไตร่ตรองคือวิธีที่คุณใช้ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคุณ

    สิ่งที่อยากให้ทุกคนได้ลองทำคือ ลองลิสต์เป้าหมายสามอันดับแรกที่คุณอยากทำให้ได้สำเร็จ แล้วลองถามตัวเองว่าคุณต้องการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้มานานแค่ไหนแล้ว?

    พร้อมกับย้อนสำรวจตัวเองว่าในหนึ่งวันคุณใช้เวลาไปกับอะไรบ้าง ให้ลองจดรายการทุกกิจกรรมตั้งแต่การเดินทางไปทำงาน การทำงานประจำ การใช้เวลากับคนรอบตัว รวมถึงการใช้เวลาไปกับสิ่งบันเทิง เช่น เล่นโซเซียลมีเดีย ดูNetflix หรือการออกไปสังสรรค์กับเพื่อน

    สมมติว่าหากคุณใช้เวลานอนประมาณเจ็ดชั่วโมง และทำงานอีกแปดชั่วโมง รวมกับเวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง เท่ากับคุณใช้เวลาไป 16 ชั่วโมงแล้ว เหลือเพียงแปดชั่วโมงเท่านั้น ลองหักเวลาอีกสามชั่วโมงสำหรับการรับประทานอาหารและกิจวัตรประจำวัน คุณจะเหลือเวลาเพียงห้าชั่วโมง

    คำถามคือ คุณใช้เวลาห้าชั่วโมงนั้นไปกับอะไร? คนส่วนใหญ่มักใช้ไปกับการเช็กโซเชียล ไถมือถือ หรือดูซีรีส์ แต่ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเปลี่ยนเวลานั้นไปทำสิ่งที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง เช่น เรียนรู้วิธีการลงทุน เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ ทำงานจิตอาสา หรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่ ๆ เช่น วาดรูป เล่นดนตรี หรือเขียนหนังสือ ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน?

    บ่อยครั้งเรามักคิดว่าคนที่ประสบความสำเร็จมีความสามารถหรือมีโชคที่เราไม่มี ซึ่งอาจมีส่วนจริง

    แต่สิ่งที่แยกคนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไปอย่างชัดเจนคือ การเลือกใช้เวลาในแต่ละวันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

    นี่คือเหตุผลที่เวลาเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของเรา หากคุณต้องการชีวิตที่มีความหมายและเข้าใกล้เป้าหมายที่ฝันไว้ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะใช้เวลาอย่างคุ้มค่า

    เพราะเวลาเป็นสิ่งที่หากผ่านไปแล้ว จะไม่มีวันย้อนกลับมา